fbpx

IELTS คืออะไร วิธีสมัครสอบ แนวข้อสอบ IELTS 2021 อ.เอมิ อ.ชารมิน จะมาตอบ

IELTS คือ ข้อสอบทดสอบภาษาอังกฤษครอบคลุมทั้ง 4 ทักษะ คะแนนเต็ม 9 ผู้สมัครสอบสามารถเลือกสอบ IELTS IDP หรือ IELTS BC ตารางสอบ 2021 จะมีสอบทุกเดือน ค่าสอบจะอยู่ที่ ประมาณ 7,000 บาท โดยข้อสอบจะครอบคลุม  4 ทักษะ ได้แก่ การฟัง (Listening) การพูด (Speaking) การอ่าน (Reading) และการเขียน (Writing) คำว่า ไอเอลส์ ย่อมากจาก International English Language Testing System IELTS คะแนนเต็ม 9 โดยคะแนนจะแบ่งเป็นระดับต่าง ๆ เริ่มจากระดับ 1 คือไม่สามารถใช้ภาษาอังกฤษได้เลย ถึง ระดับ 9 คือความสามารถในการใช้ภาษาดีเลิศ ในปัจจุบันการสอบไอเอลส์ มีให้เลือกสอบอย่างหลายหลายตามวัตถุประสงค์ของการใช้คะแนน นอกจาก IELTS Academic และ General ที่เราได้ยินกันจนคุ้นหูและทราบดีว่าส่วนใหญ่มักใช้สำหรับการสมัครเรียนหรือสมัครงาน ยังมีการสอบ IELTS UKVI ซึ่งเป็นการสอบสำหรับทำวีซ่าเพื่อใช้เข้าประเทศในสหราชอาณาจักร หรือจะเป็น IELTS Life Skills เป็นการสอบสำหรับบุคคลที่ต้องพิสูจน์ให้เห็นว่าตนมีทักษะในการพูดและการฟังในระดับ A1 หรือ B1 ตามกรอบมาตรฐานการประเมินความสามารถทางภาษาจากประเทศในกลุ่มสหภาพยุโรป

 

Ajarn IELTS

คอร์สเรียน IELTS รับรองผล



รหัสคอร์สวันเรียนรอบเวลาหมายเหตุTest Date Exam
เหลือที่นั่งอาจารย์
IA26072126 ก.ค. – 26 ส.ค.จ-พฤ18.00-20.30

จองที่นั่ง



7
IB31072131 ก.ค. – 29 ส.ค.ส-อา10.00-16.00

จองที่นั่ง



7

อัตาราค่าเรียน 15,900 บาท

 

ประวัติ Vova

  • Kyiv National Linguistic University. English language department, specialist degree in Teaching the English, German and French languages and Foreign Literature.
  • Secondary school No. 2, in Kyiv region, Ukraine

ประวัติ Ajarn Fill

  • A bachelor’s degree : The Faculty of Liberal Arts, English Major, Thammasat University
  • A master’s degree: The faculty of Communication Arts, Chulalongkorn University
  • Scholarship : H.M, the king Bhumibol Adulyadej’s 72nd Birthday Anniversary
  • Published research in Journal of Public Relations and Advertising
  • Training Course for Instructor by International Marine Organ

ประวัติ Ajarn Ami

  •  Master of Science in Human Resource Management and Organisational Analysis, King’s College London, University of London
  • Bachelor of Arts (Honors), Chulalongkorn University

 

Promotion of June 2021

อ.เอมิ อ.ฟิว (Guru Writing) อ.โวว่า (Guru Speaking & Listening) อ.ธรรม (Guru Reading) อ.ฟิวส์ (Guru Grammar)
หนังสือพิชิต IELTS ใน 5 สัปดาห์
ตรวจ Writing Free 6 ชิ้น + ประเมิน Band + Feedback
Speaking ตัวต่อตัวกับ อาจารย์ต่างชาติ
Free Clip VDO เฉลยแบบฝึกหัดในหนังสือ สำหรับทบทวน
✅ รับรองผล 7.0 (รับรองผลตลอดชีพ)*
✅ รับจำนวน จำกัด 15/ห้อง เท่านั้น
✅ เรียนซ้ำผ่านวิดีโอได้ตลอดชีพ ไม่จำกัดจำนวนครั้ง
✅ คอร์สครอบคลุม ทั้ง IELTS Academic และ IELTS General

 

รายละเอียดคอร์ส IELTS

  • สอนครบทุกพาร์ท สอนสด หมดปัญหาเรื่องการตามไม่ทัน
  • IELTS Writing ฝึกเขียนจริง พร้อมตรวจงานเขียนให้ทุกคน เพื่อให้มั่นใจได้ว่างานเขียนของคุณจะไม่มีจุดอ่อนที่ง่ายต่อการหักคะแนน และช่วยให้คุณทราบได้ว่ายังต้องมีอะไรบ้างที่สามารถพัฒนาให้ดีขึ้นกว่าเดิมได้อีก เพื่อให้มีโอกาสได้คะแนนสูง ๆ
  • มีการทดสอบ IELTS Speaking Test เป็นรายบุคคล โดยติวเตอร์ต่างชาติที่เชี่ยวชาญการใช้ภาษาอังกฤษในบริบทของการพูดเป็นอย่างดี ซึ่งจะช่วยให้คุณมั่นใจในการพูดมากยิ่งขึ้น และจะได้มีโอกาสเรียนรู้ด้วยว่า เราควรจะพูดในลักษณะใดจึงจะสามารถทำคะแนนได้ดี
  • พิชิต IELTS Reading ด้วย Passage ใกล้เคียงข้อสอบจริง ใครยังอ่านช้า ยังหาคำตอบไม่ทันเวลา คุณจะได้ฝึกวิธีการอ่านที่จะช่วยให้เราอ่านได้เก่งขึ้นกว่าเดิม
  • เอาชนะข้อสอบ IELTS Listening ด้วยการฝึกฟังกันแบบเต็ม ๆ ในคอร์สเรียน เพราะรูปแบบข้อสอบมักไม่มีตัวเลือกให้เราเลือกตอบ แต่กลับเป็นการเขียนเติมคำโดยส่วนใหญ่ จึงทำให้หลาย ๆ คนยังคงกังวลกับพาร์ทนี้ไม่ต่างไปจากพาร์ทอื่นๆ ในคอร์สเรียนจะช่วยให้คุณเข้าใจรูปแบบของข้อสอบและวิธีการเก็บคะแนนจากพาร์ทนี้ได้มากขึ้น
  • ทบทวนบทเรียนง๊าย ง่าย ด้วยวิดีโอเฉลยแบบฝึกหัด พร้อมกับไฟล์เสียงสำหรับฝึกฝนพาร์ทการฟัง จะดีกว่าไหม หากคุณสามารถทบทวนบทเรียนได้ง่ายและสะดวกกว่าเดิม จากการอ่านหนังสือเพียงแค่อย่างเดียว สำหรับที่จุฬาติวเตอร์แล้วยังไม่พอค่ะ ต้องเสริมด้วยคลิปเฉลยแบบฝึกหัดข้อยาก พร้อมไฟล์เสียงของพาร์ทการฟังด้วย
  • รับรองผล 7.0 คะแนน ด้วยรูปแบบคอร์สเรียนที่เน้นสำหรับการติวสอบ สอนสดครบทุกพาร์ท ปรับพื้นฐาน Grammar ให้ตั้งแต่สัปดาห์แรกของการเรียน มีเทคนิคการทำข้อสอบ พร้อมกับมีคลิปวิดีโอเฉลยแบบฝึกหัด  มีไฟล์เสียงสำหรับฝึกฟังพาร์ท Listening ซึ่งช่วยให้การทบทวนบทเรียนนั้นง่ายขึ้น มีการตรวจงานเขียนของนักเรียนทุกคนในคอร์ส พร้อมการทดสอบการพูดในพาร์ท Speaking กับนักเรียนทุกคนอย่างทั่วถึง จึงทำให้เราสามารถรับรองผลได้สูงถึง 7.0คะแนน

ไม่ว่าตอนนี้พื้นฐานภาษาอังกฤษของคุณจะอยู่ในระดับใดก็ตาม หากคุณมีเป้าหมายสำหรับการสอบแล้วล่ะก็ การเริ่มเตรียมตัวตั้งแต่วันนี้จะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับคุณอย่างแน่นอน จะอ่อนทักษะไหน จะไม่มั่นใจในส่วนใด ที่จุฬาติวเตอร์เรามีตัวช่วยที่จะทำให้คุณพิชิตคะแนนในฝันนั้นมาได้ไม่ยาก

 

 


สอบ IELTS British Council กับ IELTS IDP เหมือนหรือต่างกันอย่างไร

What is the difference IELTS IDP vs British Council
What is the difference IELTS IDP vs British Council

อย่างที่เราทราบกันดีค่ะว่า ศูนย์สอบของ IELTS ในประเทศไทยนั้นมีอยู่หลัก ๆ ด้วยกัน 2 ที่ คือ British Council และ IDP และยังคงเป็นที่สงสัยสำหรับใครอีกหลายคนค่ะว่าทั้งสองศูนย์สอบนี้มีความเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไรบ้าง วันนี้เรามีข้อมูลมาคลายความสงสัยให้ทุก ๆ คนกันแล้วค่ะ

รายละเอียดBritish CouncilIDP
การจัดสอบตัวแทนจัดสอบจากสหราชอาณาจักรตัวแทนจัดสอบจากออสเตรเลีย
สถานที่สอบโรงแรม Landmark
(ใกล้สถานีรถไฟฟ้านานา)
โรงเรียนมณเฑียร
(ใกล้สถานีรถไฟฟ้าศาลาแดง)
กรณีสอบแบบ UKVI จะสอบที่ โรงแรม PULLMAN Sukhumvit
อุปกรณ์ Listening Testหูฟังส่วนตัว (มีสาย)หูฟังส่วนตัว (ไร้สาย)
นาฬิกาจับเวลาหน้าจอดิจิตอลหน้าจอดิจิตอล
พร้อมแสดงกราฟของเวลาที่เหลือ
สถานที่สอบ Speaking Testโรงแรม Landmark
(เปลี่ยนห้องสอบ)
  • บางคนอาจต้องเปลี่ยนไปสอบที่ ตึก CP Tower ชั้น4
  • กรณีสอบแบบ UKVI ไม่เปลี่ยนตึกสอบ
การรายงานผลคะแนน
  • ส่งผลไปที่บ้าน
  • ตรวจสอบคะแนนในระบบออนไลน์
  • รับผลด้วยตนเองที่ British Council สาขาสยามสแควร์
  • ส่งผลไปที่บ้าน
  • ตรวจสอบคะแนนในระบบออนไลน์
  • SMS ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย
  • รับผลด้วยตนเองที่สำนักงาน IDP ตึกCP Tower ชั้น4
เครื่องเขียนที่ใช้ในการสอบศูนย์สอบเตรียมไว้ให้ โดยต้องคืนเมื่อสอบเสร็จแล้วศูนย์สอบเตรียมไว้ให้ และสามารถนำกลับได้ โดยไม่ต้องคืน
เอกสารที่ต้องยื่นในวันสอบสำเนาบัตรประชาชนหรือพาสปอร์ตบัตรประชาชนหรือพาสปอร์ตตัวจริง

British Council และ IDP จะใช้ข้อสอบชุดเดียวกันในแต่ละรอบสอบ เพราะฉะนั้นไม่ต้องกังวลเลยค่ะว่าข้อสอบของที่ไหนจะง่ายหรือยากกว่า คะแนนที่ได้จากการสอบไม่ว่าจะเป็นการสอบจาก British Council หรือ IDP ส่วนใหญ่แล้วก็สามารถนำไปใช้ยื่นได้อย่างเป็นสากลเหมือนกันค่ะ

 


IELTS Academic vs IELTS General เลือกสอบแบบไหนให้เหมาะกับตัวคุณ?

การทดสอบวัดความรู้ภาษาอังกฤษแทบจะเป็นข้อบังคับสำหรับบุคคลที่ต้องการย้ายไปต่างประเทศเพื่อประกอบอาชีพหรือศึกษาต่อในประเทศ ซึ่ง IELTS เป็นหนึ่งในการสอบวัดระดับภาษาอังกฤษที่นิยมใช้กันแพร่หลายมากที่สุด ในปัจจุบันนั้นแบบทดสอบ IELTS มีสองประเภท คือ IELTS Academic และ IELTS General ซึ่งเราจะทำการเปรียบเทียบให้เห็นกันอย่างชัดเจนว่าต่างกันอย่างไร และแบบไหนที่คุณควรจะเลือกใช้มากที่สุด

ข้อแตกต่างระหว่าง IELTS Academic vs IELTS General
TopicIELTS AcademicIELTS General
วัตถุประสงค์ในการใช้งานใช้ในการศึกษาต่อระดับปริญญาตรีหรือสูงกว่า รวมถึงทำงานที่ใช้ทักษะภาษาในระดับสูง เช่น งานวิชาการ งานวิจัยสำหรับเข้าศึกษาต่อในระดับมัธยม วิทยาลัย หรือใช้สำหรับการทำงานหรือการฝึกอบรม
รูปแบบของข้อสอบ Listening, IELTS Academic Reading, IELTS Academic Writing, SpeakingListening, IELTS general training reading, IELTS general training writing, Speaking
จุดประสงค์การยื่นคะแนน ตามข้อกำหนดสำหรับการเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยและสถาบันการศึกษาตามข้อกำหนดของสถาบันการศึกษา สำหรับการยื่นขอวีซ่า และการทำงาน/ประกอบอาชีพ
แนวทางข้อสอบรูปแบบของโจทย์และคำถามจะเป็นคำถามเชิงวิชาการ โดยเน้นความเข้าใจและความสามารถทางวิชาการของผู้สอบ IELTS Academicเน้นคำถามเชิงความรู้ทั่วไป จุดประสงค์ คือการประเมินทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษขั้นพื้นฐานของผู้สอบ
รายละเอียดและเนื้อหาข้อสอบมีข้อสอบ 4 ชุด เน้นข้อสอบในส่วนของ Reading และ Writing ซึ่งเป็นแนววิชาการ (Academic) ทั้งคู่ จึงอาจจะมีความยากกว่า General อยู่บ้าง ในส่วนของข้อสอบ Listening และ Speaking จะเป็นแบบทั่วไปเช่นเดียวกับ Generalมีข้อสอบ 4 ชุด ซึ่งเน้นความเข้าใจทั่วไป ข้อสอบทุกส่วนจึงเป็น General หมดเลย ไม่มีการสอบเชิงวิชาการ (Academic) เข้ามาเกี่ยวข้อง
ประเทศที่นิยมใช้ สหรัฐอเมริกา, แคนาดา, ประเทศอังกฤษ และประเทศทางยุโรป รวมถึงมหาวิทยาลัยในไทยบางแห่ง นอกจากนี้หลักสูตรด้านเทคนิคและวิชาชีพบางแห่งก็ต้องใช้ผล IELTS Academic ในการ Admission ด้วยเช่นกันออสเตรเลีย, นิวซีแลนด์, เยอรมนี และยุโรปบางประเทศ รวมถึงการยื่นขอ Visa ทำงาน หรือศึกษาต่อในบางประเทศด้วยเช่นกัน

 

ตัวอย่างตารางเปรียบเทียบ Band Score ของ Academic Reading และ General Reading

ความแตกต่างของเนื้อหาข้อสอบระหว่าง IELTS Academic และ IELTS General

เมื่อ 2 Part หลักๆ ซึ่งก็คือ Reading และ Writing นั้นแตกต่างกันในแง่ของความยากง่าย ซึ่งโดยภาพรวมแล้ว Academic Reading และ Writing นั้นค่อนข้างที่จะซับซ้อนและยากกว่า เนื่องจากจะเน้นเนื้อหาเชิงวิชาการที่มีการใช้คำศัพท์ที่ผู้สอบทั่วไปอาจจะไม่คุ้นเคยแล้ว ตัวแนวทางข้อสอบยังเน้นในเรื่องของการคิดเชิงวิเคราะห์ และใช้การตอบเชิงตรรกะที่ต้องใส่คำตอบเชิงสรุปให้ได้ใจความอีกด้วย

Academic Reading VS General Reading
TopicAcademicGeneral
รูปแบบแบบทดสอบจะมีเนื้อหาหรือข้อมูลสำหรับอ่านและวิเคราะห์ 3 ส่วน และจะมีคำถามประเภทที่เน้นความคิดเชิงตรรกะ เช่น ข้อเท็จจริง การวิเคราะห์ นอกจากนี้ในโจทย์ยังประกอบด้วยไดอะแกรม กราฟ หรือภาพประกอบอีกด้วยแบบทดสอบจะมีเนื้อหาหรือข้อมูลสำหรับอ่าน 3 ส่วน ในส่วนแรกจะเป็นข้อมูลสั้นๆ ส่วนถัดไปจะมีข้อมูล 2 ส่วน และในส่วนสุดท้ายจะมีเนื้อหาขนาดยาวหนึ่งเรื่อง โดยตัวเนื้อหาจะเกี่ยวกับความสนใจทั่วไป
จำนวนคำถาม4040
ระยะเวลา60 นาที60 นาที
การคิดคะแนนคำถามคำตอบแต่ละข้อจะมี 1 คะแนนคำถามคำตอบแต่ละข้อจะมี 1 คะแนน
ประเภทคำถาม ประเภทคำถามจะเหมือนกัน

  • ปรนัย (Multiple Choice)
  • การจับคู่ (Matching)
  • การอ่านแบบระบุข้อมูลหรือทำความเข้าใจแนวทางของผู้เขียน (Identifying Information and author’s views and claims)
  • ตาราง ชาร์ต ไดอะแกรม (Table, flow-chart, diagram label completion)
  • การเติมคำ (Sentence completion)
  • การตอบคำถามแบบสั้น (Short Answer Questions)
ประเภทคำถามจะเหมือนกัน

  • ปรนัย (Multiple Choice)
  • การจับคู่ (Matching)
  • การอ่านแบบระบุข้อมูลหรือทำความเข้าใจแนวทางของผู้เขียน (Identifying Information and author’s views and claims)
  • ตาราง ชาร์ต ไดอะแกรม (Table, flow-chart, diagram label completion)
  • การเติมคำ (Sentence completion)
  • การตอบคำถามแบบสั้น (Short Answer Questions)
รูปแบบข้อมูล บทความ และหัวข้อในโจทย์
  • ตัวอย่างจากหนังสือ วารสาร หนังสือพิมพ์ และนิตยสาร
  • หัวข้อที่ใช้จะมาจากหลากหลายแหล่ง แต่ประเภทหลักๆ จะเป็นแนววิทยาศาสตร์ การแพทย์ เทคโนโลยี ธุรกิจ
  • บทความที่ใช้จะเป็นการให้ข้อมูลและอธิบายเชิงตรรกะ ซึ่งเน้น Logical Argument
  • มีข้อมูลแบบแผนภาพ กราฟ และข้อมูลอินโฟกราฟิกอื่นๆ รวมอยู่ในโจทย์ให้ผู้สอบทำการวิเคราะห์ร่วมด้วย
  • ส่วนแรกของข้อสอบจะเน้นในเรื่องทั่วไป ที่เป็นพื้นฐานการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น ข้อมูลจากหนังสือพิมพ์ นิตยสาร หรือหนังสือที่แต่งขึ้น
  • ส่วนที่สองจะมีงานที่เกี่ยวข้องกับบริบทของสถานที่ทำงาน
  • ส่วนที่สามจะเกี่ยวกับการอ่านทั่วไป เช่น การอ่านบทความที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับชีวิตประจำวันหรือการทำงาน
  • ผู้สอบจะต้องสามารถดึงประเด็นและสรุปในเชิงข้อเท็จจริงได้ การเขียนคำตอบควรเน้นแสดงความเข้าใจ มากกว่าการใช้การโต้แย้ง (Logical Argument)

 

Academic Writing VS General Writing
TopicAcademicGeneral
รูปแบบข้อสอบ Writing จะแบ่งออกเป็น 2 ส่วน โดยงานแรกจะต้องเขียนตอบอธิบายข้อมูลจากตาราง ชาร์ต หรือไดอะแกรมซึ่งเน้นการคิดเชิงตรรกะ โดยมีความยาว 150 คำ ส่วนที่ 2 จะเป็นการเขียนแบบ Essay ซึ่งมีความยาว 250 คำข้อสอบ Writing จะมีงาน 2 ส่วน เช่นเดียวกันกับ Academic โดยงานแรกจะต้องเขียนตอบด้วยความยาว 150 คำ ส่วนงานที่ 2 จะเป็นการเขียนแบบ Essay ซึ่งมีความยาว 250 คำ
จำนวนคำถาม2 คำถาม2 คำถาม
ระยะเวลา60 นาที60 นาที
ประเภทคำถาม
  1. โจทย์จะให้อธิบายข้อมูลที่รวบรวมจากอินโฟกราฟิก รวมไปถึง กราฟ ตารางหรือแผนภูมิ
  2. โจทย์จะให้ผู้สอบเขียนตอบทั้งหมด 150 คำใน 20 นาที
  3. โจทย์จะให้เขียนคำตอบในแนวทาง Logical Argument รวมถึงมุมมองอื่นๆ จากการวิเคราะห์ โดยมีความยาว 250 คำ ภายในเวลาที่เหลือ หรือราวๆ 40 นาที

** ความยาวต้องพอดีกับที่กำหนด ไม่ควรเขียนสั้นเกินไป เพราะอาจจะโดนหักคะแนนได้

  1. โจทย์จะให้ผู้สอบแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ต่างๆ โดยการเขียนจดหมายเพื่อสอบถามข้อมูลหรืออธิบายสถานการณ์ที่ได้รับข้อมูลมา
  2. โจทย์จะให้ผู้สอบเขียนตอบทั้งหมด 150 คำใน 20 นาที
  3. โจทย์จะให้ผู้สอบแสดงความคิดเห็น เช่น ข้อโต้แย้ง ปัญหา หรือมุมมองผ่านเรียงความที่เป็น Essay ความยาว 250 คำ ภายในเวลาที่เหลือ หรือราวๆ 40 นาที

** ความยาวต้องพอดีกับที่กำหนด ไม่ควรเขียนสั้นเกินไป เพราะอาจจะโดนหักคะแนนได้

 

แนวข้อสอบที่แตกต่างกันของ IELTS Academic Writing และ IELTS General Writing

 

 

แนวข้อสอบที่แตกต่างกันของ IELTS Academic Writing และ IELTS General Writing

Writing Task 1

A1 – Academic Task 1 จะเห็นได้ว่าข้อสอบในส่วนนี้จะเป็นกราฟแท่งซึ่งเกี่ยวกับจำนวนผู้อพยพเป็นเปอร์เซ็นต์ในแต่ละช่วงปี โดยในข้อนี้โจทย์จะกำหนดให้เราสรุปข้อมูลจากกราฟมาเป็นเนื้อหาเชิงเปรียบเทียบ ซึ่งผู้สอบจะต้องใช้ความคิดเชิงวิเคราะห์เปรียบเทียบกราฟและตัวเลขในแต่ละปี และถ่ายทอดออกมาด้วยการเขียนไม่ต่ำกว่า 150 คำ

G1 – General Task 1 โจทย์ในข้อนี้จะให้เราเขียนจดหมาย ซึ่งส่วนใหญ่จะถูกนำเสนอในเรื่องราวทั่วไปที่เรามักพบเจอในชีวิตประจำวัน จะค่อนข้างต่างจาก Academic เพราะไม่จำเป็นต้องลงรายละเอียดในเรื่องของกระบวนการวิเคราะห์และจับประเด็นเพื่อเขียนสรุปเชิงตรรกะ โดยหลักการแล้วสำหรับ General Writing Task1 เหตุการณ์หรือข้อมูลที่ให้สรุปจะแบ่งออกเป็น 3 ส่วนคือ เรื่องเกี่ยวกับตัวเรา/ส่วนบุคคล ข้อมูลกึ่งทางการ และข้อมูลเป็นทางการ โดยในตัวอย่างจะให้ผู้เข้าสอบทำการเขียนจดหมายหาเพื่อนและอธิบายว่าทำไมถึงต้องการขายรถคันนี้ โดยลงรายละเอียดเกี่ยวกับตัวรถ และลงนัดหมายชวนเพื่อนมาดูรถ ซึ่งโจทย์จะค่อนข้างง่ายและไม่ค่อยเป็นทางการ แต่ก็ห้ามประมาทเพราะยังมีคะแนนในส่วนของการใช้คำและไวยากรณ์คอยกำกับอยู่

 

A2 – Academic Task 2 ในส่วนของ Essay นั้นมีข้อกำหนดที่ตายตัวอยู่แล้วคือ ห้ามเขียนต่ำกว่า 250 คำ สำหรับข้อสอบเชิง Academic โจทย์มักจะมาแนววิชาการไม่ว่าจะเป็นเรื่องวิทยาศาสตร์ การเงิน เทคโนโลยี ดังนั้นการทำ Essay ควรแสดงความคิดเชิงวิเคราะห์ เปรียบเทียบ ซึ่งไม่มีผิดหรือถูก แต่แนวการเขียนจะต้องหาเหตุผลที่มาสนับสนุนแนวคิดของผู้สอบ จากในตัวอย่างจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับการสำรวจอวกาศว่าเป็นสิ่งที่คุ้มค่าเงินหรือไม่ และควรนำเงินส่วนนี้ไปใช้ทำเรื่องอื่นแทนหรือไม่ ส่วนคำตอบนั้นขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของเรา แต่ต้องเขียนตอบอย่างมีหลักการและเหตุผล

G1 – General Task 2 การเขียน Essay สำหรับข้อสอบ General นั้นจะเน้นการเขียนเพื่อตอบสนองต่อมุมมองหรือสถานการณ์ที่เรามักพบเห็นทั่วไปในชีวิตประจำวัน เหมือนเช่นตัวอย่าง ได้ถามว่าการเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศก่อนเข้าเรียนมหาวิทยาลัยนั้น มีประโยชน์หรือไม่มีประโยชน์อย่างไร ซึ่งผู้สอบสามารถตอบตามมุมมองและแนวคิดของตัวเองได้โดยหาเหตุผลที่เหมาะสมมารับรอง ซึ่งก็จะทำให้ Essay ดูมีความน่าเชื่อถือมากขึ้น

 

แนวข้อสอบที่แตกต่างกันของ IELTS Academic Reading และ IELTS General Reading

A3 – Academic Reading เนื้อหาของ Academic Reading จะค่อนข้างยาวและแบ่งออกเป็นหลายส่วน ดังนั้นการอ่านแบบ skimming แล้วหา Main Idea จะช่วยให้ผู้สอบสามารถเข้าใจเนื้อหาของบทความได้ดีขึ้น และถ้าหากดูข้อสอบในส่วนของโจทย์จะเห็นว่ามีคำถามในแต่ละส่วนซึ่งจะแยกตาม section ของเนื้อหาในบทความ ดังนั้นหากเราจับ Main Idea และหา Keyword ได้แล้ว ก็จะช่วยให้ทำข้อสอบได้ง่ายยิ่งขึ้น สิ่งที่สำคัญก็คือ อย่าลืมอ่านคำสั่ง (Instruction) ให้ละเอียดก่อนเริ่มลงมือทำ เพราะข้อสอบเชิง Academic นั้นไม่ได้ต้องการให้เราเชี่ยวชาญในส่วนเนื้อหาวิชาการหรือบทความที่นำมาเป็นข้อสอบ แต่เป็นการทดสอบความเข้าใจจากการอ่าน

 

G3 – General Writing จะเห็นค่อนข้างชัดเจนว่าตัวข้อมูลหรือบทความที่โจทย์ให้มาในส่วนของ General นั้นเป็นเรื่องทั่วๆ ไป โดยในข้อสอบตัวอย่าง G3 จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับสระว่ายน้ำของทางมหาวิทยาลัย ซึ่งอธิบายข้อมูลเบื้องต้น เช่น เวลาเปิดปิด ความลึกของสระ โดยหากข้อสอบเป็นลักษณะนี้ก็จะเห็นภาพรวมได้ค่อนข้างง่าย เพราะเนื้อหาจะไม่ลึกและยากเท่ากับข้อสอบแบบ Academic แต่สิ่งที่สำคัญคือ ต้องสามารถทำความเข้าใจ เพื่อค้นหาคำตอบที่โจทย์ให้มาไว้ได้อย่างถูกต้อง

 

ข้อควรรู้สำหรับการตอบคำถามใน IELTS – Writing Part
Topicคำแนะนำ
เกณฑ์ประเมินที่ควรรู้
  • การเขียนให้ได้ 150 คำ หรือตามที่โจทย์กำหนดนั้น จะอยู่ราวๆ 3 – 4 Paragraphs ในส่วน Essay จะอยู่ที่ 250 คำ แนะนำว่าควรนับจำนวนคำให้พอเหมาะพอดี ห้ามน้อยกว่านั้นเป็นอันขาด
  • เวลาเขียนคำตอบ หรือเขียน Essay นั้นไม่ว่าจะเป็น Academic หรือ General ผู้สอบห้ามเขียนในเชิง Notes หรือ Bullet points เป็นอันขาดเพราะจะถูกตัดคะแนนได้
  • Lexical Resource เป็นหนึ่งในสี่เกณฑ์การประเมินการเขียนที่ส่งผลต่อคะแนนการเขียนตอบของผู้เข้าสอบ ซึ่งหลายคนไม่ทราบ ดังนั้นการเขียนคำตอบจากความคิดของเราควรคำนึงถึงการเลือกใช้ทรัพยากรคำศัพท์ให้เหมาะสม โดยเลือกใช้คำศัพท์ที่เพียงพอสำหรับคำอธิบาย กระชับและไม่ฟุ่มเฟือย (Wordy) จนเกินไป นอกจากนี้ควรตรวจสอบการสะกดคำให้ถูกต้อง และเลือกใช้การจัดวางอย่างเหมาะสม ซึ่งหากทำได้ตรงตาม format มาตรฐาน โอกาสในการทำคะแนนได้ดีก็จะมีมากขึ้น
การใช้วลีในการทำข้อสอบ การเลือกใช้วลีก็เป็นอีกส่วนที่สำคัญ แนะนำว่าควรใช้วลีที่มั่นใจว่าเขียนสะกดได้ถูก และสื่อความหมายได้อย่างแท้จริง
การใช้ย่อหน้าเวลาทำข้อสอบ Essay หลายคนมักจะลืมและไม่ใช้ย่อหน้า ซึ่งการเขียนตอบแบบอธิบายทั้งหมดอย่างชัดเจนในย่อหน้าเดียวนั้นอาจจะทำให้เสียคะแนนได้ ดังนั้นควรทบทวนเรื่องการใช้โครงสร้างของ Essay ให้ละเอียด ซึ่งโดยหลักการแล้วจะขึ้นต้นด้วยบทนำ ย่อหน้า และบทสรุปในการปิดท้าย
ความสำคัญของไวยากรณ์เลือกใช้ไวยากรณ์ที่เหมาะสม นอกจากเรื่องการเขียนการสะกดคำที่ถูกต้องแล้ว ไวยากรณ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง Tense การใส่เครื่องหมายวรรคตอนให้ถูกต้องก็มีบทบาทสำคัญในงานการเขียนเช่นกัน ดังนั้นควรระวังเป็นพิเศษเพราะแม้แต่ความผิดพลาดเพียงเล็กน้อยก็จะลดคะแนนของคุณได้โดยตรง
การใช้ภาษาการเลือกใช้ภาษาอย่างเป็นทางการถือเป็นเรื่องสำคัญมากในการทำข้อสอบ Writing ไม่ว่าจะเป็น Academic หรือ General เพราะการใช้ภาษาหรือคำศัพท์ที่ไม่เหมาะสมอาจทำให้คะแนนของคุณลดลงได้

 

ข้อควรสำหรับการตอบคำถามใน IELTS – Reading Part
Topicคำแนะนำ
ประเภทคำถามโดยทั่วไปแล้วประเภทคำถามสำหรับ Reading นั้นจะมีราวๆ 16 ประเภทที่แตกต่างกัน ซึ่งส่วนใหญ่ลักษณะข้อมูลหรือบทความจะแบ่งออกเป็นประเภท Global, Local และ Cluster
กลยุทธ์สำคัญในการทำข้อสอบ
  • อ่าน Heading หรือหัวข้อเสียก่อน โดยพยายามทำความเข้าใจความหมายของแต่ละหัวข้อให้ครบถ้วน เพราะหัวข้อสามารถบ่งบอกแนวทางของเนื้อหาทั้งหมดได้ ทำให้เราสามารถถอดความได้ง่ายและเร็วขึ้น
  • ควรทำวงกลมหรือขีดเส้นใต้คำสำคัญ เช่น ชื่อ สถานที่ วันที่ เพราะจะช่วยให้เราชื่อมต่อกับหัวข้อและ Main Idea ได้ถูกต้องมากขึ้น
ข้อควรระวังในการทำข้อสอบ
  • ถึงแม้จะเป็นข้อสอบประเภท Reading แต่การใส่คำตอบบางส่วนเรายังต้องเขียนตอบอยู่ ดังนั้นควรระมัดระวังเรื่องการสะกดคำและไวยากรณ์ เพราะหากผิดพลาดเพียงเล็กน้อยก็อาจจะโดนหักคะแนนได้
  • อย่าลืมว่ามีเวลาจำกัด ดังนั้นควรอ่านแบบสแกนและทำความเข้าใจกับแนวคิดหลักเสียก่อน ซึ่งในแต่ละย่อหน้าจะมีแนวคิดหลักหรือ Main Idea อยู่เสมอ หลายครั้งแนวคิดหลักมักอยู่ในประโยคหัวข้อ ดังนั้นพยายามใช้เวลาให้คุ้มค่ามากที่สุด

 


คอร์สเรียน IELTS Online

ielts online

ที่จุฬาติวเตอร์เรามีคอร์สเรียน IELTS ออนไลน์ ที่ไม่ว่าคุณจะติดปัญหาเรื่องการเดินทางหรือเรื่องเวลา คุณก็ยังสามารถเตรียมตัวสอบได้แบบไร้กังวล ด้วยคอร์สเรียนที่ออกแบบมาได้อย่างลงตัวภายใต้แนวคิด easy to be expert ที่ให้คุณสามารถพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษเพื่อพิชิตข้อสอบ ได้ง่ายๆแม้จะเรียนที่สถาบันกับคอร์สสอนสดไม่ได้ก็ตาม เราทราบดีว่านักเรียนแต่ละคนมีข้อจำกัดไม่เหมือนกัน บางคนมีเวลาเตรียมตัวเยอะ เรื่องการเดินทางสะดวกสบาย แต่ในขณะที่อีกหลายๆคนทำงานไม่เป็นเวลา วันว่างไม่แน่นอน อยู่ต่างจังหวัด เดินทางไม่สะดวก คอร์สเรียนออนไลน์ของเราจะทำให้คุณไม่ต้องกังวลกับเรื่องพวกนี้อีกต่อไป

คุณภาพของคอร์สเรียนเป็นสิ่งที่เราให้ความสำคัญเสมอ เราจึงจัดหนักจัดเต็มให้นักเรียนได้รับประโยชน์สูงสุด สอนครบทั้ง 4 ทักษะ ได้แก่ Writing Reading Listening และ Speaking มาพร้อมกับการปูพื้นฐานให้ใหม่อีกด้วย แม้คุณจะเป็นคนที่อ่อนภาษาอังกฤษแค่ไหนก็ไม่ใช่ปัญหา หากดูรอบแรกแล้วยังไม่เข้าใจก็สามารถเปิดดูซ้ำได้ไม่จำกัดจำนวนครั้งตลอดระยะเวลา 1 ปีเต็ม บอกได้เลยว่าคุ้มสุดๆ ถึงเวลาแล้วที่จะต้องก้าวข้ามข้อจำกัดร้อยแปดที่เคยขัดขวางการเตรียมตัวสอบของคุณ ด้วยคอร์สเรียนออนไลน์ ที่ไม่ว่าคุณจะอยู่ไกลจากเราแค่ไหน ก็ยังสามารถเตรียมตัวสอบ ได้ง่ายมากๆ  ดูราละเอียดเพิ่มเติม คลิ๊กเลย!!! https://online.chulatutor.com/p/ielts-online/

 


ตัวอย่าง ข้อสอบ IELTS

IELTS สอบอะไร

แบบทดสอบ – IELTS Listening ให้เวลา 30 นาที

การสอบ Listening ในรูปแบบของ Paper Format จะมีอยู่ด้วยกัน 4 ส่วน โดยในแต่ละส่วนจะมีโจทย์ 10 ข้อ ซึ่งโดยทั่วไปลักษณะการตั้งคำถามและแนวทางของ Listening นั้นจะเน้นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในการใช้ชีวิตประจำวัน และในส่วนของ Part 3 และ 4 นั้นบทสนทนาจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับการศึกษาและการฝึกอบรมเป็นหลัก

  • Part 1 เป็นบทสนทนาระหว่างผู้พูดสองคน โดยบทสนทนาจะเป็นเรื่องทั่วไปในชีวิตประจำวัน
  • Part 2 จะเป็นการพูดเชิงบรรยายจากคนๆ เดียว เช่น การอธิบายข้อมูลเบื้องต้นของสถานที่
  • Part 3 จะเป็นการพูดคุยกันเป็นกลุ่ม เช่น การพูดคุย 2 คน และอาจจะมีบุคคลที่ 3 เข้ามาแสดงความคิดเห็นด้วย
  • Part 4 การพูดเชิงบรรยายจากคนๆ เดียว ในหัวข้อเชิงวิชาการ

รูปแบบของข้อสอบ ข้อสอบในส่วนของ Listening จะมีทั้ง multiple choice การจับคู่ (matching) การเติมข้อมูล(plan/map/diagram labelling) การกรอกแบบฟอร์มและเติมคำให้สมบูรณ์ (Form, note, table, flow-chart, summary completion) การเติมรูปประโยคให้สมบูรณ์ (sentence completion)

ข้อควรรู้ : การทดสอบนี้จะเปิดให้ฟังเพียงครั้งเดียว และยังใช้ภาษาอังกฤษที่มีสำเนียงที่หลากหลายอีกด้วย ดังนั้นควรมีสมาธิและตั้งใจฟังให้ดีที่สุด

ตัวอย่างข้อสอบ IELTS Listening

รูปแบบข้อสอบ Type 1 – Multiple Choice หรือปรนัย สำหรับโจทย์ในข้อสอบแบบปรนัยนั้น มักจะเน้นให้เราฟังให้ละเอียด จากนั้นให้เลือกคำตอบที่ถูกต้อง ซึ่งโดยส่วนใหญ่คำตอบที่เป็นตัวเลือกนั้นมักจะทำให้ผู้เข้าสอบไม่มั่นใจ เนื่องจากคำตอบมีความคล้ายคลึงกันพอสมควร ส่วนใหญมักจะให้ตัวเลือกที่เป็นไปได้หลายข้อ แต่เราจะต้องเลือกคำตอบที่ถูกต้องเพียงข้อเดียวเท่านั้น

คำแนะนำ : โจทย์ในข้อสอบแบบปรนัยนั้นเน้นใช้เพื่อทดสอบทักษะที่หลากหลาย ดังนั้นต้องฟังด้วยความเข้าใจโดยละเอียดโดยเฉพาะในประเด็นที่สำคัญ รวมถึงต้องเข้าใจภาพรวมของเรื่องที่โจทย์ต้องการสื่อให้ทราบอีกด้วย เพราะหลายครั้งผู้สอบมักจะสับสนในการเลือกคำตอบ

ตัวอย่าง 1.1 โจทย์จะให้ฟังข้อมูลการสนทนาเกี่ยวกับการใช้บริการส่งสินค้าขนาดใหญ่ข้ามประเทศของบริษัทชิปปิ้ง ซึ่งตามตัวอย่างจะมีคำตอบที่เหมาะสมที่สุดให้เลือกหลังจากการฟังบทสนทนาเสร็จแล้ว

ตัวอย่าง 1.2 โจทย์จะเป็นข้อมูลเกี่ยวกับลูกค้าและบริการขนส่ง ซึ่งให้เลือกคำตอบจาก A, B และ C

รูปแบบข้อสอบ Type 2 – Matching หรือการจับคู่ ผู้เข้าสอบจะต้องจับคู่คำตอบที่ถูกต้องที่สุดจากการฟังข้อความ บทบรรยาย หรือบทสนทนา

คำแนะนำ: การจับคู่จะเน้นประเมินทักษะในการฟังเพื่อดูความเข้าใจข้อมูลในเรื่องทั่วไป รวมถึงความสามารถในการติดตามการสนทนาระหว่างคนสองคน นอกจากนี้ยังใช้เพื่อประเมินความสามารถในการเข้าใจความเชื่อมโยงระหว่างข้อเท็จจริงในข้อความที่ฟังอีกด้วย

ตัวอย่างข้อสอบ Listening Matching
ตัวอย่างข้อสอบ Listening Matching

ตัวอย่าง 2.1 โจทย์จะให้ฟังข้อมูลเกี่ยวกับการเรียนพิเศษของ Jack โดยผู้สอบจะต้องเลือก A, B และ C มาตอบในคำถามข้อที่ 21 – 25 ซึ่งจากตัวอย่างนั้นผู้สอบต้องทำความเข้าใจว่าบทสนทนาระหว่าง Jack และติวเตอร์นั้นมีใจความและได้ข้อสรุปว่าอย่างไร

รูปแบบข้อสอบ Type 3 – Plan, map, diagram labelling การทดสอบประเภทที่ 3 นั้นเน้นในเรื่องการกรอกข้อมูลในแผนผัง เช่น อาคาร แผนที่ หรือการประกอบชิ้นส่วนของอุปกรณ์

คำแนะนำ: เน้นการทำความเข้าใจคำอธิบายของสถานที่ ทิศทาง และเชื่อมโยงสิ่งต่างๆ ออกมาเป็นรูปภาพตามโจทย์ที่ให้ไว้ได้ ดังนั้นควรฟังแล้วระบุตำแหน่งให้ได้อย่างชัดเจนถึงจะทำข้อสอบได้ถูกต้อง

ตัวอย่างข้อสอบ Listening Plan map diagram labelling
ตัวอย่างข้อสอบ Listening Plan map diagram labelling

ตัวอย่าง 3.1 ให้เลือกคำตอบที่ถูกต้อง โดยตอบให้สอดคล้องกับแผนที่ ในโจทย์จะกำหนดให้ใช้ตัวอักษร A – I สำหรับคำตอบในแต่ละส่วน เช่น (1) Car Parks – ที่จอดรถ (2) Changing rooms ห้องแต่งตัว (3) First aid center – หน่วยปฐมพยาบาลเบื้องต้น

ตัวอย่าง 3.2 ข้อนี้จะคล้ายข้อ 3.1 คือ ให้เลือก A – I มาใส่ให้ถูกต้องตามสถานที่แต่ละแห่ง หลังจากฟังข้อมูลจบแล้ว

รูปแบบข้อสอบ Type 4 – Form, note, table, flow-chart การทำแบบทดสอบในหัวข้อนี้จะเน้นการสรุปและการเติมข้อมูลให้สมบูรณ์โดยจะเน้นแบบฟอร์ม บันทึกย่อ ตาราง ผังหรือกระบวนการทำงาน

คำแนะนำ: ต้องฟังแล้วจับประเด็นให้ได้ เพราะใน type 4 นี้จะมีข้อกำหนดเรื่องจำนวนคำหรือตัวเลขที่ควรเติมในช่องว่าง เช่น ‘NO MORE TWO WORDS AND/OR A NUMBER’ หากใส่มากกว่าจำนวนที่ระบุไว้อาจจะโดนหักคะแนนหรือเสียแต้มได้

ตัวอย่างข้อสอบ Listening Form note table flow-chart
ตัวอย่างข้อสอบ Listening Form note table flow-chart

ตัวอย่างที่ 4.1 จากตัวอย่างจะมีเสียงบรรยายอธิบายเรื่องการกรอกข้อมูลที่อยู่และรายละเอียดต่างๆ เพื่อใช้ในการขนส่งสินค้าสำหรับลูกค้า โดยเราจะต้องเติมคำลงในช่องวาง ซึ่งตามโจทย์จะมีข้อกำหนดว่าห้ามเติมเกิน 3 คำในแต่ละคำตอบ ในตัวอย่างจะมีคำถามให้ 8 ข้อ ซึ่งเราต้องเติมคำตอบไปในแต่ละจุดตามตัวเลขที่กำหนดไว้ เช่น (1) Name – นามสกุล (2) Address – การเติมที่อยู่ให้สมบูรณ์ (3) Postcode – เติมรหัสไปรณีย์

ตัวอย่างที่ 4.2 จะเป็นการเติมคำใน Note โดยหลังจากที่ได้ฟังข้อมูลบรรยายทางเสียงแล้ว จะต้องตอบคำถามตามหมายเลขในแต่ละข้อ เช่น (1) Express train leaves at – รถไฟด่วนออกจากที่ไหน (2) Nearest station is – สถานีที่ใกล้ที่สุดคือสถานีอะไร (3) Number 706 bus goes to – รถประจำทางสาย 706 ไปยังสถานที่ใด

รูปแบบข้อสอบ Type 5 – Sentence completion เน้นการทำความเข้าใจและสรุปข้อมูลสำคัญจากสิ่งที่ฟังทั้งหมด จากนั้นเติมคำลงในช่องว่างโดยใช้ข้อมูลจากข้อความที่ฟัง

คำแนะนำ : เน้นการระบุข้อมูลสำคัญ ดังนั้นผู้สอบต้องเข้าใจประเด็น รวมถึงเหตุและผลอย่างละเอียด นอกจากนี้ยังมักกำหนดขีดจำกัดของคำคล้ายๆ กับ Type 4

ตัวอย่างข้อสอบ Listening Sentence completion
ตัวอย่างข้อสอบ Listening Sentence completion

รูปแบบข้อสอบ 6 – Type Short-answer questions การเขียนคำตอบแบบสั้น หลังจากรับฟังข้อมูลหรือคำบรรยายจบแล้วผู้สอบจะต้องอ่านคำถามแล้วเขียนคำตอบสั้นๆ ลงไป

คำแนะนำ: ข้อสอบประเภทนี้จะเน้นที่ความสามารถในการฟังข้อเท็จจริง และนำมาตอบคำถามได้อย่างถูกต้อง

ตัวอย่างข้อสอบ Listening Type Short-answer questions
ตัวอย่างข้อสอบ Listening Type Short-answer questions

ตัวอย่างที่ 6.1 โจทย์กำหนดไว้ว่า NO MORE THAN THREE WORDS AND/OR A NUMBER ซึ่งเป็นสัญญาณว่าห้ามเขียนเกินเด็ดขาด โดยคำถามกำหนดให้ตอบว่า 2 เหตุผลหลักที่ทำให้การเข้าสังคมในต่างประเทศนั้นยากคืออะไร

ตัวอย่างที่ 6.2 มีการกำหนดห้ามใช้คำเกินเช่นเดียวกับ 6.1 โดยคำถามจะเป็นลักษณะการตอบสั้นๆ เกี่ยวกับสถานที่ท่องเที่ยว


แบบทดสอบ – IELTS Reading ให้เวลา 60 นาที

แนวทางในการสอบ Reading ของ IELTS นั้นเน้นทดสอบทักษะการอ่านที่หลากหลาย โดยมีข้อสอบจำนวน 40 ข้อ โดยพื้นฐานจะเน้นหาแนวคิดหลักการอ่าน (Main ideas) เน้นอ่านทำความเข้าใจเชิงลึก อ่านแบบจับใจความคร่าวๆ (Skimming) เน้นเรื่องความเข้าใจเชิงตรรกะ (Logical Argument) และอ่านเพื่อเข้าใจแนวคิดของผู้เขียน (Writer’s attiutude)

รูปแบบของข้อสอบ รูปแบบของข้อสอบมีค่อนข้างหลากหลายคือ แบบปรนัย การตอบคำถามเชิงบรรยายจากข้อมูลที่อ่าน การตอบคำถามสำหรับแนวคิดของนักเขียน การจับคู่เชื่อมโยงข้อมูล การเติมคำ การสรุป

ข้อควรรู้ : สำหรับแบบทดสอบของ Reading นั้นส่วนใหญ่จะเป็นบทความซึ่งมีทั้งการบรรยาย การวิเคราะห์ โดยนำมาจากหนังสือ วารสาร นิตยสาร และหนังสือพิมพ์ ดังนั้นถ้าจะให้ดีเราสามารถฝึกอ่านจับใจความจากเว็บไซต์ หรือบล็อคที่น่าเชื่อถือก็จะช่วยให้ทำข้อสอบได้ดีมากยิ่งขึ้น

ตัวอย่างข้อสอบ Reading
ตัวอย่างข้อสอบ Reading

ตัวอย่างที่ 2.1 เป็นการอ่านบทความแนววิทยาศาสตร์เกี่ยวกับเรื่อง Telepathy ซึ่งเน้นการอ่านจับใจความ แล้วนำความเข้าใจของเรามาเติมเป็นคำตอบในข้อที่ 1 – 4 โดยมีตัวเลือกเป็นการสรุปแบบประโยคสั้นๆ ตั้งแต่ A – G

ตัวอย่างที่ 2.2 ข้อนี้จะเป็นการตอบคำตอบด้วยตัวเอง ไม่มีตัวเลือกมาให้ และมีข้อควรระวังตามไฮไลท์ของประโยค NO MORE THAN THREE WORDS ซึ่งห้ามเขียนเกิน 3 คำ ดังนั้นคำตอบจะต้องสั้น ตรงประเด็น และกระชับตามโจทย์ที่ให้

ตัวอย่างข้อสอบ Reading
ตัวอย่างข้อสอบ Reading

ตัวอย่างที่ 2.3 ตัวบทความจะเป็นการสรุปรายงานทางด้านกีฬา โจทย์ในข้อนี้จะเป็นการจับคู่ระหว่าง Paragraph ด้านขวาซ้าย ซึ่งเลือก A – G จากฝั่งซ้ายมาตอบในคำถามข้อ 1 – 6

คำแนะนำ: ด้วยเวลาที่จำกัด และสไตล์บทความเชิงวิทยาศาสตร์เราอาจจะไม่ทราบคำศัพท์ทางวิทยาศาสตร์ทั้งหมด ดังนั้นแนะนำการอ่านแบบสแกน แล้วหา Main Ideas เพื่อจับใจความสำคัญ อย่าลืมไฮไลท์ Keywords เพราะจะทำให้เราสามารถเชื่อมโยงคำถามและคำตอบได้ดีขึ้น

 


ตัวอย่างข้อสอบ IELTS Writing

แบบทดสอบ – Academic Writing ให้เวลา 60 นาที

การสอบ Academic Writing นั้นถือว่าให้เวลาค่อนข้างเยอะ หากเทียบกับการสอบประเภทอื่น โดยหัวข้อมักจะเป็นข้อมูลแบบทั่วไปในระดับความรู้ปริญญาตรีหรือสูงกว่า โดยจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ Task 1 และ Task 2

รูปแบบของข้อสอบ รูปแบบการสอบจะแบ่งเป็น 2 ส่วนดังนี้

Task 1 ข้อมูลจากกราฟตารางแผนภูมิหรือแผนภาพ ซึ่งเราจะต้องเขียนอธิบายสรุปตามความเข้าใจของตนเอง โดยอาจจะต้องเขียนตอบเกี่ยวกับขั้นตอนของกระบวนการการทำงาน หรืออธิบายเหตุการณ์ต่างๆ

Task 2 Essay โจทย์อาจจะให้เราเขียนเชิงมุมอง หรือแนวทางในการแก้ไขปัญหา สำหรับ Essay ที่ต้องเขียนนั้นจะเน้นสไตล์การเขียนที่เป็นทางการ

ข้อควรรู้: สำหรับการเขียนตอบคำถามใน Task 1 ควรใช้เวลาไม่เกิน 20 นาที และต้องเขียนคำตอบอย่างน้อย 150 คำ ดังนั้นหากเขียนสั้นเกินไปอาจจะถูกตัดคะแนนได้ ส่วน Task 2 เป็น Essay ดังนั้นจึงจะใช้เวลาเยอะกว่า โดยเฉลี่ยควรใช้เวลาราวๆ 40 นาที และการเขียน Essay จะต้องเขียนอย่างต่ำ 250 คำ ถ้าเขียนสั้นก็จะถูกตัดคะแนนได้เช่นกัน

ตัวอย่างข้อสอบ Writing task 1
ตัวอย่างข้อสอบ Writing task 1

ตัวอย่าง 3.1 โจทย์เป็นการทำความเข้าใจเกี่ยวกับกราฟ โดยเนื้อหาเป็นเรื่องเกี่ยวกับการบริโภคผลิตภัณฑ์นมเนยต่างๆ ในประเทศอเมริกา ซึ่งเราจะต้องเติมคำตอบลงในช่องว่าง 1 – 6 โดยห้ามเขียนเกิน 3 คำตามที่โจทย์กำหนด

ตัวอย่าง 3.2 โจทย์ให้ผู้สอบเขียนคำตอบอย่างสั้นไม่เกิน 150 คำ ซึ่งเนื้อหาจะเกี่ยวกับนักศึกษาที่จบการศึกษาและการเข้าทำงานในสายงานต่างๆ

ตัวอย่างข้อสอบ Writing bar charts
ตัวอย่างข้อสอบ Writing bar charts

ตัวอย่าง 3.3 โจทย์เน้นให้ทำความเข้าใจรายละเอียดเกี่ยวกับ Bar charts ซึ่งเป็นการเปรียบเทียบอัตราการจับกุมตามความผิดประเภทต่างๆ จากนั้นให้เราตอบคำถามข้อที่ 1 – 5

คำแนะนำ: ควรอ่านและทำความเข้าใจไฮไลท์ และประเด็นสำคัญของการนำเสนอกราฟ หรือชาร์ตในแต่ละข้อ โดยต้องสามารถเปรียบเทียบความแตกต่างขอข้อมูล เพื่อที่จะสามารถตอบคำถามได้อย่างถูกต้อง

ตัวอย่างข้อสอบWriting task 2
ตัวอย่างข้อสอบWriting task 2

ตัวอย่าง 3.4 เป็นการอ่านและสรุปให้ได้ใจความเกี่ยวกับเรื่อง Social Network ที่กำลังมีอิทธิพลต่อสังคมในปัจจุบัน ซึ่งในโจทย์ข้อนี้ต้องการให้เราเขียน Essay เพื่ออธิบายว่าเราเห็นด้วยกับบทความนี้มากน้อยแค่ไหน

ตัวอย่าง 3.5 โจทย์ค่อนข้างสั้น คือ ให้เราเขียน Essay อธิบายและยกตัวอย่างจากความคิดของตนเอง ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับการใช้งานอินเตอร์เน็ต และผลกระทบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นแง่บวกหรือแง่ลบ

คำแนะนำ: การเขียนตอบเชิงความคิดเห็นนั้นสามารถเห็นด้วยหรือไม่เห็นได้ก็ได้ ขึ้นอยู่กับมุมมองของเรา สิ่งสำคัญคือต้องเขียนอธิบายแนวความคิดลงไปให้ชัดเจน และหากไม่เห็นด้วย ควรอธิบายข้อมูลเพื่อสนับสนุนข้อโต้แย้งด้วยตัวอย่างพร้อมเหตุผล ที่สำคัญการเขียนจะต้องเขียนให้มีความยาวพอดี 250 คำ ไม่ควรสั้นเกินไปเพราะจะโดนหักคะแนนได้


ตัวอย่างข้อสอบ IELTS Speaking

แบบทดสอบ – Speaking ให้เวลา 11 – 14 นาที

ส่วนของ Speaking น่าจะเป็นพาร์ทที่หลายคนอาจจะกังวล โดยเฉพาะคนที่ไม่ค่อยได้มีโอกาสได้พูดคุยภาษาอังกฤษกับชาวต่างชาติ ซึ่งการเตรียมตัวให้พร้อมจะช่วยลดอาการประหม่าลงได้เยอะเลยทีเดียว สำหรับแนวการสอบในส่วนของ Speaking นั้นจะถูกแบ่งออกเป็น 3 ส่วน และแต่ละส่วนจะมีการบันทึกไว้อีกด้วย

รูปแบบของข้อสอบ

  • IELTS Speaking Part 1 แนวคำถามจะเป็น general questions หรือคำถามทั่วๆ ไป เช่น คำถามเกี่ยวกับตัวคุณ ครอบครัว การทำงานการศึกษา และความสนใจ โดยในช่วงนี้จะใช้เวลา 4 – 5 นาที
  • IELTS Speaking Part 2 จะมีการแจกการ์ดซึ่งการ์ดที่ได้จะเป็นหัวข้อเฉพาะ ในการสอบ Part 2 นั้นเราจะมีเวลาเตรียมตัว 1 นาที และการสอบจะต้องพูดนานราวๆ 2 นาที
  • IELTS Speaking Part 3 จะเป็นคำถามต่อเนื่องเพิ่มเติมจากหัวข้อใน Part 2 ซึ่งเราสามารถให้คำตอบในเชิงแนวคิด หรือการวิเคราะห์ในรูปแบบของตนเองได้ การทดสอบส่วนนี้ใช้เวลาประมาณ 4 – 5 นาที
ตัวอย่างข้อสอบ speaking part 1
ตัวอย่างข้อสอบ speaking part 1

ตัวอย่างที่ 4.1 ใน Part 1 นั้นจะเป็นคำถามทั่วไปที่เรามักพบเจอในชีวิตประจำวัน โดยจากแนวคำถามของตัวอย่างที่ 4.1 นั้นจะเห็นได้ว่าเป็นคำถามเกี่ยวกับการเรียนของเราเอง จะมีทั้งคำถามแบบเบื้องต้นง่ายๆ และเป็นการตอบสั้นๆ เช่น เรียนสาขาอะไร เรียนที่ไหน ไปจนถึงการถามความคิดเห็น เช่น ทำไมถึงเลือกเรียนวิชานี้

ตัวอย่างที่ 4.2 ยังเป็นคำถามทั่วไป แต่จะเจาะจงลงมาในส่วนของเรื่องศิลปะ ซึ่งแม้เราไม่ได้มีความรู้ แต่คำถามก็เป็นคำถามทั่วไปที่ไม่ได้จำเพาะเจาะจงหรือต้องการความเชี่ยวชาญมากนัก เช่น คุณเก่งทางด้านศิลปะหรือไม่ หรือ คุณเคยเรียนศิลปะตอนเด็กๆ ไหม

ตัวอย่างข้อสอบ speaking part 2
ตัวอย่างข้อสอบ speaking part 2

ตัวอย่างที่ 4.3 ใน Part 2 นั้นจะมีหัวข้อการ์ดให้เลือก ซึ่งในโจทย์ข้อนี้จะเป็นหัวข้อเกี่ยวกับหนังสือ โดยไกด์ไลน์คำตอบควรจะพูดถึงข้อมูลเกี่ยวกับหนังสือ เช่น เป็นหนังสือเกี่ยวกับอะไร ประเภทไหน และอาจจะอธิบายเพิ่มเติมว่าทำไมเราถึงชอบหนังสือเล่มนั้น

ตัวอย่างที่ 4.4 หัวข้อในตัวอย่าง 4.4 จะเกี่ยวกับชีวิตประจำวันทั่วไป ซึ่งหากได้หัวข้อนี้ เราควรจะอธิบายการใช้ชีวิตประจำวันที่เชื่อมโยงกับตัวเองเช่น ปกติเราทำอะไรบ้างในหลังตื่นนอน เราออกไปเรียน/ทำงานกี่โมง กลับบ้านกี่โมง เป็นต้น

 

IELTS Speaking Part 3

เป็นการขยายความต่อจากหัวข้อใน Part 2 ซึ่งเราจะต้องอธิบายเพิ่มเติมให้สอดคล้องกับเวลาที่เหลือ เช่น ในหัวข้อหนังสือ เราอาจจะอธิบายเพิ่มเติมว่าหนังสือเล่มนี้มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเรียนต่อและการตั้งเป้าหมายของเราอย่างไรบ้าง ส่วนในหัวข้อ Daily Routine หรือการใช้ชีวิตประจำวันนั้น เราอาจจะขยายความต่อในแง่ของแนวคิดอื่นๆ เช่น เราอาจจะมีความต้องการดูแลสุขภาพมากขึ้น ดังนั้นเราอาจจะจัดตารางชีวิตใหม่ โดยมีแนวทางหลักๆ กี่แนวทาง เป็นต้น

คำแนะนำ: หลังจากได้รับโจทย์แล้ว ควรสรุปหัวข้อหรือคำถามที่ได้รับมอบหมาย โดยอาจจะหา Keywords หลักซึ่งเป็นตัวตั้งต้นในการนำไปขยายต่อในตอนที่ต้องพูดจริง นอกจากนี้ควรพูดโดยใช้เวลาให้เหมาะสม ไม่ควรพูดสั้นจนเกินไปนัก


วิธีการสมัครสอบ IELTS

วิธีการสมัครสอบ IELTS
วิธีการสมัครสอบ IELTS

สำหรับการสมัครสอบ IELTS นั้น ก่อนทำการสมัครสอบ แนะนำให้ผู้สมัครเตรียมข้อมูลให้พร้อม เนื่องจากระบบมักจะกำหนดเวลาในการกรอกข้อมูลประมาณ 20-30 นาที โดยสิ่งที่เราจะต้องเตรียม ได้แก่ บัตรประชาชนหรือพาสปอร์ตและบัตรเครดิตสำหรับการชำระเงินนั่นเอง แต่สำหรับใครที่ไม่สะดวกชำระผ่านบัตรเครดิต ก็สามารถเลือกช่องทางการชำระเงินช่องทางอื่น ๆ แทนได้ หลังจากเตรียมพร้อมแล้ว ก็ไปเริ่มสมัครสอบตามขั้นตอนดังต่อไปนี้ได้เลย

  1. เข้าเว็บไซต์ของศูนย์สอบ IELTS โดยในประเทศไทยมี 2 ศูนย์สอบ ได้แก่ IELTS British Council และ IELTS IDP
  2. หลังจากเข้าเว็บไซต์ของศูนย์สอบแล้ว เบื้องต้นระบบมักจะเริ่มจากการที่ให้เราใส่ข้อมูลเกี่ยวกับการสอบก่อน ได้แก่ การเลือกประเภทของการสอบ IELTS ว่าเราต้องการสอบ IELTS ประเภทใด เช่น IELTS Academic สำหรับนำคะแนนไปใช้เรียนต่อ หรือ IELTS UKVI สำหรับใช้ไปเรียนที่ที่อังกฤษ เป็นต้น การเลือกว่าต้องการสอบ IELTS แบบกระดาษหรือแบบคอมพิวเตอร์ นอกจากนี้ยังรวมไปถึงการให้เรากรอกข้อมูลเกี่ยวกับวัตถุประสงค์ของการใช้คะแนน การเลือกประเทศ เลือกจังหวัดที่ต้องการสอบ และการเลือกวัน เวลาสอบ โดยแต่ละศูนย์สอบก็จะเรียงลำดับคำถามเหล่านี้แตกต่างกันออกไป
  3. จากนั้นจึงจะเริ่มเข้าสู่ขั้นตอนของเข้าสู่ระบบเพื่อทำการสมัครสอบให้เรียบร้อย โดยหากใครที่มีแอคเคาน์อยู่แล้วก็สามารถ Log in ได้เลย แต่หากยังไม่เคยมีแอคเคาน์มาก่อน ให้ทำการสร้างแอคเคาน์โดยคลิก “Create New User” หรือ “Create an account” ซึ่งแล้วแต่ว่า ระบบที่เราสมัครสอบจะใช้คำว่าอะไร
  4. ขั้นตอนถัดมาจะเป็นการกรอกข้อมูลส่วนตัว ได้แก่ ชื่อ นามสกุล วัน เดือน ปี เกิด ซึ่งข้อมูลนี้ต้องตรงกับบัตรประชาชนหรือพาสปอร์ตทุกตัวอักษร นอกจากนี้ยังต้องกรอกอีเมล หมายเลขโทรศัพท์ ที่อยู่ และข้อมูลอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น ระดับภาษาหรือการเรียนภาษาอังกฤษของเรา การวางแผนการยื่นคะแนนในอนาคต ฯลฯ
  5. หลังจากนั้นจะเป็นการตรวจสอบความถูกต้อง ก่อนจะเข้าสู่ขั้นตอนการชำระเงิน โดยการชำระเงินนั้น ผู้สมัครสอบสามารถเลือกได้ว่าต้องการชำระทันทีผ่านบัตรเครดิตออนไลน์ หรือต้องการชำระภายหลังด้วยช่องทางการชำระเงินแบบอื่น ซึ่งโดยปกติแล้วจะมีระยะเวลากำหนดว่าต้องชำระภายในเมื่อใด ซึ่งแต่ละศูนย์สอบก็อาจจะกำหนดระยะเวลาแตกต่างกันออกไป
  6. หลังจากเราสมัครสอบ IELTS และชำระเงินเรียบร้อยแล้ว เราจะได้รับอีเมลยืนยันการสมัครสอบ ขั้นตอนหลังจากนี้ก็เหลือเพียงแค่รอไปสอบในวันสอบจริง ทั้งนี้ อย่าลืมเตรียมเอกสารสำคัญ ได้แก่ บัตรประชาชนหรือพาสปอร์ตติดตัวไปในวันสอบจริงด้วยนะคะ (ตอนสมัครสอบกรอกข้อมูลจากเอกสารใด ในวันสอบจริงให้เตรียมเอกสารนั้นไป)

 


IELTS คือ

IELTS TOEFL เหมือนหรือต่างกันอย่างไร

หลาย ๆ คนอาจจะกำลังหนักใจอยู่ไม่น้อยว่าระหว่าง IELTS และ TOEFL เราจะเลือกสอบอะไรดี มันเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร วันนี้เราจะพาทุกคนมาไขคำตอบกันค่ะ ทั้งนี้ สำหรับ TOEFL เราจะเน้นไปที่ TOEFL iBT เนื่องจากเป็นข้อสอบที่มีความเป็นสากลเทียบเท่าได้กับ IELTS และมักจะเป็นตัวเลือกให้เราเลือกคู่กับ ไอเอลส์ เสมอนั่นเองค่ะ

 

รายละเอียดIELTSTOEFL iBT
ประเภทการสอบมีทั้งแบบทำข้อสอบในกระดาษและแบบทำข้อสอบในคอมพิวเตอร์ให้เลือกมีเฉพาะการทำข้อสอบในคอมพิวเตอร์
โครงสร้างข้อสอบListening : 40 ข้อ เวลา 30 นาที
Reading : 40 ข้อ เวลา 60 นาที
Writing : 2 ข้อ เวลา 60 นาที
Speaking : 3 ข้อ เวลา 11-14 นาที
Listening: 28-39 ข้อ เวลา 41-57 นาที
Reading: 30 – 40 ข้อ เวลา 54-72 นาที
Writing: 2 ข้อ เวลา 50 นาที
Speaking: 4 ข้อ เวลา 17 นาที
ข้อสอบพาร์ท Listeningรูปแบบข้อสอบมักเป็นการเติมคำ และมีคำถามให้เห็นไปพร้อม ๆ กับการฟังรูปแบบข้อสอบมักเป็นแบบเลือกตอบ
เน้นให้ฟังให้จบก่อนจึงจะเห็นคำถาม
ข้อสอบพาร์ท Readingเนื้อหาบทความมีความหลากหลาย เพราะมาจากทั้งวารสาร งานวิจัย หนังสือพิมพ์ และลักษณะคำถามมีหลายแบบทั้ง เลือกตอบ เติมคำ จับคู่เนื้อหาบทความเป็นเชิงวิชาการมากกว่า โดยมักจะนำเนื้อหามาจาก Textbook ลักษณะคำถามมักจะเป็นแบบเลือกตอบ ที่เน้นการตีความเฉพาะ Paragraph นั้น ๆ และอาจจะมีการถามคำศัพท์แบบตรง ๆ
ข้อสอบพาร์ท Writingข้อ 1 เขียนอธิบายข้อมูล ความยาวประมาณ 150 คำ
ข้อ 2 เป็นการเขียนแสดงความคิดเห็น ความยาวประมาณ 250 คำ
ข้อ 1 เขียนเรียงความ 5 ย่อหน้า ความยาวประมาณ 300 – 350 คำ
ข้อ 2 อ่านบทความและฟังการบรรยายแล้วจึงเขียนเรียงความยาวประมาณ 150 – 225 คำ
ข้อสอบพาร์ท Speakingตอบคำถามกับชาวต่างชาติโดยตรง
(แม้จะสมัครสอบแบบคอมพิวเตอร์ก็ตาม)
ตอบคำถามกับคอมพิวเตอร์
การสมัครสอบสมัครสอบได้ทั้งผ่านระบบออนไลน์และสมัครหน้าเคาน์เตอร์ที่ตัวแทนการจัดสอบสมัครผ่านระบบออนไลน์ทางหน้าเว็บไซต์ของ www.ets.org เท่านั้น
ระบบการคิดคะแนน แต่ละพาร์ทมีคะแนนอยู่ระหว่าง 1-9 โดยคะแนนของแต่ละพาร์ทจะถูกนำมาคำนวณหาค่าเฉลี่ยออกมาเป็นคะแนนรวม (คะแนนเต็ม 9.0 คะแนน)แต่ละพาร์ทมีคะแนนเต็ม 30 โดยคะแนนของทุกพาร์ทจะนำมาบวกกัน ออกมาเป็นคะแนนรวม (คะแนนเต็ม 120 คะแนน)
อายุผลสอบ2 ปี2 ปี
ระยะเวลาออกผลสอบกรณีสอบแบบกระดาษ รอผลประมาณ 2 สัปดาห์หลังสอบ
กรณีสอบแบบคอมพิวเตอร์ รอผลประมาณ 5-7 วันหลังสอบ
รอผลประมาณ 6 วันหลังสอบ

 

จากตารางดังกล่าว เราจะเห็นได้เลยค่ะว่า การสอบ IELTS และ TOEFL iBT นั้นมีหลายจุดที่แตกต่างกัน ซึ่งหากเรามองโดยรวม คนส่วนใหญ่อาจรู้สึกว่าการสอบ ไอเอลส์ นั้นดูมีทางเลือกให้เรามากกว่า เช่น เราเลือกได้ว่าจะสอบแบบกระดาษหรือคอมพิวเตอร์ เป็นต้น รวมไปถึงลักษณะคำถามที่ดู ๆ แล้วจะซับซ้อนน้อยกว่า TOEFL iBT แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น การจะเลือกสอบข้อสอบใดก็ต้องขึ้นอยู่กับความถนัดของตัวผู้สอบเองด้วย

 


แนะนำ หนังสือ IELTS

ใครที่กำลังเตรียมตัวสอบ ไอเอลส์ อยู่ ต้องไม่พลาดเรื่องราวดี ๆ ที่เรานำมาฝากกันวันนี้เลยทีเดียว เพราะเราจะมาแนะนำสุดยอดหนังสือที่เหมาะสุด ๆ สำหรับการเตรียมสอบ ไอเอลส์ โดยเราคัดมาให้แล้วเน้น ๆ 3 เล่มด้วยกัน อย่ารอช้า ตามมาดูกันเลยว่าจะมีเล่มไหนกันบ้าง

เริ่มกันที่เล่มแรก บอกได้เลยว่าแนวข้อสอบในนี้ใกล้เคียงข้อสอบจริงมาก เพราะเป็นหนังสือแนว Guidebook โดยเฉพาะในส่วนของแบบฝึกเต็มรูปจะค่อนข้างใกล้เคียงข้อสอบจริงสุด ๆ โดยหนังสือที่เรากำลังพูดถึงกันอยู่นี้ก็คือ The official Cambridge Guide to IELTS for Academic & General Training นั่นเอง

หนังสือ cambridge english ielts

มาต่อกันเล่มที่สอง หนังสือที่เราจะแนะนำคือ IELTS Academic ของ Cambridge English ค่ะ โดยเล่มนี้จะเน้นรวบรวมข้อสอบเก่า ไม่เน้นเนื้อหาหรือคำอธิบาย ใครที่อยากได้คลังข้อสอบเยอะ ๆ ต้องมีเล่มนี้ไว้ ครอบครองนะจะบอกให้ ข้อสอบเก่านั้นมีประโยชน์มาก เพราะในการเตรียมสอบ IELTS เราควร ฝึกซ้อมทำข้อสอบแบบจับเวลาจริงเยอะ ๆ ซึ่งข้อสอบเก่ามี่ล่ะค่ะที่จะช่วยเราได้ดีทีเดียว

หนังสือ cambridge ielts 14 with answers

มีหนังสือที่สอนอย่างละเอียดและมีหนังสือที่เน้นรวบรวบคลังข้อสอบเก่าไปแล้ว แต่อย่าลืมว่าเรื่องคำศัพท์ก็สำคัญไม่แพ้กัน ดังนั้น เล่มสุดท้ายที่เราจะแนะนำกันในวันนี้จึงเป็น Vocabulary for IELTS ของ Cambridge นั่นเองค่ะ โดยการจัดเรียงเนื้อหาก็ทำออกมาได้น่ารักมาก ๆ นั่นก็คือ มีการจัดเป็นหมวดหมู่ ซึ่งช่วยให้เราจดจำได้ง่ายขึ้นอีกด้วย

หนังสือ cambridge english vocabulary for ielts

และนี่ก็คือหนังสือที่เรานำมาฝากกันในวันนี้ แต่สำหรับใครที่ไม่ค่อยมีเวลา ไม่สะดวกที่จะอ่านหนังสือเองหลาย ๆ เล่ม หรือชอบที่จะมีคนคอยอธิบาย พร้อมทั้งให้คะแนะนำต่าง ๆ รวมถึงเทคนิคในการทำข้อสอบมากกว่า ก็สามารถเลือกเตรียมตัวกับคอร์สเรียน ไอเอลส์ รับรองผล 7.0 ของจุฬาติวเตอร์ได้เลย เพราะเราได้รวบรวมเนื้อหาและแนวข้อสอบของทุกพาร์ทมาอยู่ในคอร์สนี้หมดแล้วนั่นเอง อย่าลืมว่าเตรียมตัวก่อนก็พร้อมกว่า จุฬาติวเตอร์ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนทำคะแนน ไอเอลส์ ให้ได้ตามที่ตั้งใจไว้กันถ้วนหน้าเลยนะคะ

 


คำถามยอดฮิต IELTS

สามารถสอบ IELTS ผ่านภายใน 1 เดือนได้หรือไม่ ?

หลายคนจะบอกกับคุณว่า 1 เดือน มีความเพียงพอที่จะเตรียมสอบ ไอเอลส์ อย่างไรก็ตาม มันขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ทักษะภาษาอังกฤษในปัจจุบันของคุณเป็นอย่างไร คะแนนเท่าไรที่คุณต้องการ และคุณอุทิศเวลาเท่าไร กำหนดเวลามากเท่าไรที่คุณต้องการเตรียมสอบ มีหนังสือที่ใช้ในการเตรียมสอบมากมาย ซึ่งคุณสามารถเรียนได้ด้วยตัวคุณเอง เพื่อที่จะประเมินว่า ข้อสอบมันยากเกินไปที่จะจัดการภายใน 1 เดือนหรือไม่

สามารถสอบ IELTS ออนไลน์ได้หรือไม่ ?

ทั้ง British Council และ IDP (หลักสูตรการพัฒนาระหว่างประเทศ) เพิ่งเปิดตัวการสอบไอเอล โดยใช้คอมพิวเตอร์เพิ่มเติมจากการทดสอบแบบกระดาษ ผลการทดสอบจะประกาศเร็วกว่าแบบเดิม คุณสามารถตรวจสอบกับ BC หรือ IDP ในพื้นที่ของคุณเพื่อเรียนรู้ว่าสถานที่ใดมีการทดสอบ ไอเอล ที่ใช้คอมพิวเตอร์นี้

IELTS ใช้งานได้นานเท่าใด ?

ผลการสอบ ไอเอลส์ นั้นมีอายุสองปีหลังจากวันสอบ ใบรับรองการทดสอบนั้นมอบให้แก่ผู้สมัครหลังจากผ่านการทดสอบ 13 วัน ผลการทดสอบ ไอเอล ที่หมดอายุนั้นไม่ถูกต้องและจะไม่ได้รับการยอมรับจากรับสมัครใด ๆ คุณสามารถทำการทดสอบอีกครั้งได้ทุกเมื่อที่คุณต้องการ ไม่มีการจำกัด จำนวนครั้งที่คุณสามารถรับได้

 

Tags: ielts ielts british council IELTS IDP IELTS Online IELTS TOEFL สมัครสอบ IELTS หนังสือ IELTS อ่านต่อ