บวก ลบ คูณ หาร

Reading Time: 3 minutes

บวก ลบ คืออะไร

การ บวก และ ลบ คือพื้นฐานของคณิตศาสตร์ทั้งหมด

ก่อนเด็กจะไปถึงสูตรคูณ หาร หรือโจทย์ยาก ๆ เด็กต้อง “เข้าใจความหมาย” ของสองอย่างนี้ก่อน

เด็กจำนวนมากทำเลขไม่ได้ ไม่ใช่เพราะยาก

แต่เพราะเขา จำวิธีทำ โดยไม่เข้าใจว่าตัวเลขกำลังบอกอะไร

ถ้าเด็กเข้าใจบวก-ลบจริง

ต่อให้เจอโจทย์ใหม่ก็คิดเองได้

ความหมายของการบวก

การบวก = การรวมของให้มากขึ้น

เป็นการเอาของ 2 กลุ่มมารวมกัน แล้วนับว่าทั้งหมดมีกี่ชิ้น

ตัวอย่าง

มีลูกอม 3 เม็ด

แม่ให้เพิ่มอีก 2 เม็ด

ตอนแรกมี 3

เพิ่มอีก 2

3 + 2 = 5

สิ่งสำคัญคือ เด็กต้องเห็นว่า “จำนวนเพิ่มขึ้น”

ไม่ใช่แค่เห็นเครื่องหมาย +

ในช่วงเริ่มต้น เด็กจะเข้าใจจากของจริงก่อน เช่น

  • ลูกอม
  • ดินสอ
  • ของเล่น
  • นิ้วมือ

เมื่อเด็กเริ่มนึกภาพได้ในหัว

จะเริ่มคิดเลขในใจได้เอง (mental math)

ความหมายของการลบ

การลบ = การเอาของออก ทำให้เหลือน้อยลง

ไม่ใช่เรื่องตรงข้ามอย่างเดียว แต่คือการ “หาส่วนที่หายไป”

ตัวอย่าง

มีขนม 5 ชิ้น

กินไป 2 ชิ้น

เหลือ 3

5 – 2 = 3

เด็กต้องเข้าใจว่า

ตัวเลขไม่ได้หายไป

แต่ “ย้ายออกจากกลุ่ม”

ถ้าเด็กเข้าใจตรงนี้

เขาจะเริ่มแก้โจทย์คำถามได้ เช่น

มีนกอยู่บนต้นไม้ 7 ตัว บินไป 4 ตัว เหลือกี่ตัว

บวกกับลบต่างกันอย่างไร

การบวกการลบ
จำนวนเพิ่มขึ้นจำนวนลดลง
รวมของเอาของออก
หาทั้งหมดหาเหลือ
3 + 25 – 2

สิ่งที่เด็กมักสับสนคือ

เขาจำสัญลักษณ์ + และ –

แต่ไม่เข้าใจสถานการณ์

พอเปลี่ยนโจทย์เป็นคำถาม

จึงเลือกเครื่องหมายผิด

เช่น

“มีขนม 5 กินไป 2”

เด็กบางคนตอบ 5 + 2

เพราะจำว่าเห็นเลขสองตัวต้องบวก

นี่คือสาเหตุที่เด็กทำโจทย์ไม่ได้แม้จะคำนวณเก่ง

ตัวอย่างในชีวิตจริงของเด็ก

การสอนที่ดีที่สุดคือเชื่อมกับชีวิตประจำวัน

ตัวอย่างการบวก

  • ต่อเลโก้เพิ่ม
  • เพื่อนมาเพิ่มในสนามเด็กเล่น
  • ได้สติกเกอร์เพิ่ม
  • เติมน้ำในแก้ว

ตัวอย่างการลบ

  • กินขนม
  • แจกของเพื่อน
  • ดินสอหาย
  • แบ่งของให้คนอื่น

เมื่อเด็กเริ่มคิดเองว่า

“ตอนนี้มากขึ้นหรือน้อยลง”

เขาจะเลือกบวกหรือลบได้เอง

โดยไม่ต้องท่องจำสูตร

คูณ หาร คืออะไร

หลังจากเด็กเข้าใจ บวกและลบ แล้ว

ขั้นต่อไปของคณิตศาสตร์คือ คูณ และ หาร

หลายคนคิดว่ามันยากขึ้น

แต่จริง ๆ แล้วเป็นเพียง “การย่อวิธีคิดให้เร็วขึ้น”

คูณและหารไม่ใช่เรื่องใหม่

เป็นสิ่งเดิมที่เด็กเคยทำอยู่แล้ว เพียงแค่เปลี่ยนรูปแบบการคิด

ถ้าเข้าใจความหมาย

เด็กจะไม่ต้องท่องจำ และจะไม่กลัวสูตรคูณ

คูณคือการบวกซ้ำ

การคูณ = การบวกจำนวนเดิมซ้ำหลายครั้ง

เช่น

มีถุงขนม 3 ถุง

แต่ละถุงมี 4 ชิ้น

แทนที่จะบวก

4 + 4 + 4

เราเขียนสั้นลงเป็น

3 × 4 = 12

ดังนั้นเครื่องหมาย × ไม่ได้หมายถึงยากขึ้น

แต่หมายถึง “บวกเร็วขึ้น”

เด็กที่ไม่เข้าใจตรงนี้

จะพยายามท่องสูตรคูณอย่างเดียว

พอจำไม่ได้ก็ทำเลขต่อไม่ได้

แต่เด็กที่เข้าใจว่าเป็นการรวมกลุ่ม

สามารถคิดเองได้แม้ลืมสูตร

หารคือการแบ่ง

การหาร = การแบ่งของให้เท่า ๆ กัน

ตัวอย่าง

มีลูกอม 12 เม็ด

แบ่งให้เพื่อน 3 คน

แต่ละคนได้กี่เม็ด

12 ÷ 3 = 4

การหารจึงไม่ใช่การเอาออก

แต่คือการ “กระจายออกเป็นกลุ่ม”

เด็กจะเข้าใจได้ง่ายมากถ้าเห็นภาพ

เช่น แบ่งของเล่น แบ่งขนม แบ่งการ์ด

เมื่อเด็กเห็นว่าทุกกลุ่มต้องเท่ากัน

เขาจะเข้าใจความหมายของหารทันที

ความสัมพันธ์ระหว่างคูณกับหาร

คูณและหารเป็นเรื่องเดียวกัน

แค่มองคนละด้าน

ถ้า

3 × 4 = 12

ก็แปลว่า

12 ÷ 3 = 4

12 ÷ 4 = 3

เด็กที่เข้าใจความสัมพันธ์นี้

จะไม่ต้องจำสูตรทั้งหมด

และสามารถตรวจคำตอบเองได้

นี่คือจุดที่คณิตเริ่มเป็น “ความเข้าใจ”

ไม่ใช่การท่องจำ

ตัวอย่างสถานการณ์จริง

ตัวอย่างการคูณ

  • จัดเก้าอี้ 4 แถว แถวละ 5 ตัว
  • ซื้อสติ๊กเกอร์ 3 แผ่น แผ่นละ 6 ดวง
  • วางของเล่นเป็นชุด ๆ

ตัวอย่างการหาร

  • แบ่งขนมให้เพื่อน
  • แจกการ์ดให้เท่ากัน
  • แบ่งของใส่กล่อง

เมื่อเด็กมองเห็นเป็นภาพ

เขาจะรู้ทันทีว่าควรคูณหรือหาร

โดยไม่ต้องเดาเครื่องหมาย

เด็กควรเรียนคณิตเมื่อไหร่ (สำหรับทั้งหลักสูตรไทยและอินเตอร์)

ผู้ปกครองหลายคนกังวลว่า

ลูกควรเริ่มบวก ลบ คูณ หารตั้งแต่อายุเท่าไรถึงจะ “ไม่ช้าเกินไป”

จริง ๆ แล้วทั้งหลักสูตรไทย และอินเตอร์

ไม่ได้ต่างกันที่อายุ แต่ต่างกันที่ วิธีสอน

  • ไทย → เน้นคำนวณเร็ว
  • อินเตอร์ → เน้นเข้าใจแนวคิด

แต่ลำดับพัฒนาการสมองเด็กเหมือนกัน

ถ้าเรียนถูกช่วง เด็กจะเข้าใจง่ายและไม่ต้องท่องจำหนัก

เด็กแต่ละวัยควรรู้อะไรบ้าง

ระดับ (อินเตอร์)ไทยสิ่งที่ควรเข้าใจเป้าหมายสำคัญ
Kindergarten / Receptionอนุบาล 1–3รู้จักจำนวน นับของ เปรียบเทียบมาก–น้อยเข้าใจว่าเลขแทนปริมาณ
Grade 1ประถม 1บวก ลบรวมและเอาออกจากกลุ่มได้
Grade 2ประถม 2คูณมองเป็นกลุ่มซ้ำ
Grade 3ประถม 3หารแบ่งเท่ากัน เข้าใจเศษ
Grade 4ประถม 4หลายขั้นตอนวางลำดับการคิด แก้โจทย์ยาว

Kindergarten / Reception / อนุบาล: จำนวนและการเปรียบเทียบ

เด็กยังไม่เริ่มคำนวณจริง

แต่ต้องรู้ว่าตัวเลขหมายถึง “ของจริง” เช่น มากกว่า น้อยกว่า เท่ากัน

โรงเรียนอินเตอร์มักใช้ blocks หรือของเล่นเพื่อสร้างภาพในหัว

Grade 1 / ป.1: บวก ลบ

เริ่มเข้าใจการรวมและการเอาออก

ไม่ใช่แค่ทำข้อสอบ แต่ต้องรู้ว่าเกิดอะไรกับจำนวน

Grade 2 / ป.2: คูณ

เรียนการจัดกลุ่ม (arrays) ก่อนสูตรคูณ

เด็กที่เห็นภาพจะจำสูตรได้เองโดยไม่ต้องฝืนท่อง

Grade 3 / ป.3: หาร

เป็นการคิดย้อนกลับจากการคูณ

เด็กต้องเข้าใจว่าของถูกแบ่งเป็นส่วนเท่า ๆ กัน และมีเศษได้

Grade 4 / ป.4: หลายขั้นตอน

เริ่มแก้ปัญหายาว

ต้องวางลำดับการคิด ไม่ใช่คำนวณทีละบรรทัดแบบเดา

 

หากเด็กพลาดช่วงใดช่วงหนึ่ง

จะเริ่มรู้สึกว่าคณิต “ยากขึ้นทันที”

เพราะพื้นฐานทุกขั้นเชื่อมต่อกันเหมือนบันได

สัญญาณว่าลูกยังไม่เข้าใจคณิตพื้นฐาน

เด็กบางคนทำการบ้านได้

แต่พื้นฐานยังไม่แน่น ซึ่งจะเริ่มเห็นชัดตอนโจทย์ยากขึ้น

สังเกตได้จากพฤติกรรมเหล่านี้

นับนิ้วตลอด

เด็กยังไม่เห็นจำนวนในหัว

กำลังพึ่งของจริงทุกครั้งที่คิดเลข

มักเกิดเมื่อข้ามขั้นเรียนเร็วเกินไป

ทำได้เฉพาะเลขเดิม

เช่น 2+3 ได้ แต่ 3+2 งง

แปลว่าเด็กจำรูปแบบ ไม่ได้เข้าใจ

อ่านโจทย์ไม่เข้าใจ

เจอประโยคยาวแล้วไม่รู้ต้องบวกหรือลบ

พบได้บ่อยในเด็กอินเตอร์ที่คำนวณได้แต่ไม่ตีความ

สลับเครื่องหมาย

เห็นตัวเลขสองตัวแล้วบวกทันที

หรือใช้ลบผิดสถานการณ์

นี่คือสัญญาณว่าเด็กจำวิธีทำ

แต่ไม่เข้าใจความหมายของตัวเลข

เมื่อแก้พื้นฐานถูกจุด

เด็กจะเริ่มคิดเองได้

และความมั่นใจในการเรียนจะเปลี่ยนทันที

วิธีสอนที่ถูกต้อง (ทั้งเด็กไทยและอินเตอร์)

ความต่างของเด็กไทยกับอินเตอร์ไม่ใช่ความเก่ง

แต่คือ วิธีที่เคยเรียน

  • เด็กไทย → คุ้นกับการทำแบบฝึกหัด
  • เด็กอินเตอร์ → คุ้นกับการอธิบายเหตุผล

ถ้าสอนถูกลำดับ

เด็กทั้งสองระบบจะเข้าใจเหมือนกัน และต่อยอดได้ง่าย

วิธีสอนบวก ลบ ให้เข้าใจจริง

จากวัตถุ → ภาพ → นามธรรม

นี่คือหลักที่ใช้สอน บวก ลบ กันทั่วโลก

  1. ของจริง
    เช่น ลูกอม ตัวต่อ ดินสอ
    เด็กเห็นว่า “จำนวนเปลี่ยน”
  2. ภาพ
    วาดวงกลม หรือขีดเส้นแทนจำนวน
    เริ่มคิดในหัวได้
  3. ตัวเลข
    จึงค่อยใช้ 3 + 2 = 5

ถ้าเริ่มจากตัวเลขเลย

เด็กจะจำวิธีทำ แต่ไม่เข้าใจ

Mental Math คืออะไร

คือการคิดเลขในใจโดยไม่พึ่งนิ้วหรือกระดาษ

ไม่ได้แปลว่าเร็ว

แต่แปลว่าเด็ก “เห็นจำนวนในหัว”

เช่น

8 + 5

เด็กบางคนท่อง

แต่เด็กที่เข้าใจจะคิด

8 + 2 = 10 แล้วบวกอีก 3

นี่คือพื้นฐานคณิตอินเตอร์

ทำไมเด็กท่องแล้วทำไม่ได้

เพราะเขาจำขั้นตอน ไม่เข้าใจสถานการณ์

พอเจอโจทย์

“มีนก 5 ตัว บินมาเพิ่ม 3”

เด็กบางคนลบ

เพราะจำว่าต้องทำตามรูปแบบที่เคยเห็น

การเข้าใจสำคัญกว่าการจำ

การแก้โจทย์คำถาม

สอนให้เด็กถามตัวเองก่อนเสมอ

จำนวนกำลังเพิ่ม หรือลด

กำลังรวม หรือแยก

ไม่ต้องดูเครื่องหมายก่อน

ให้ดูเรื่องราวก่อน

เด็กจะเลือกวิธีได้เอง

วิธีสอนสูตรคูณให้จำโดยไม่ต้องท่อง

มองเป็นกลุ่ม

3 × 4

คือ 4 + 4 + 4

ใช้การจัดของเป็นแถว

เด็กจะเข้าใจทันที

เด็กอินเตอร์เรียก arrays

เด็กไทยเรียกจัดกลุ่ม

แต่แนวคิดเดียวกัน

ใช้ pattern

สูตรคูณมีรูปแบบ

แม่ 5 ลงท้าย 0 หรือ 5

แม่ 9 ผลรวมเลข = 9

เมื่อเด็กเห็นรูปแบบ

สมองจะจำง่ายกว่าการท่อง

เทคนิคจำแม่ยาก

เช่น แม่ 7

ใช้การเชื่อมความหมาย

7 วันในสัปดาห์ → สร้างภาพจำ

เด็กจะจำจากความเข้าใจ ไม่ใช่ท่อง

ทำไมท่องสูตรคูณอย่างเดียวไม่พอ

เด็กที่ท่องอย่างเดียว

พอเจอ 6×8 จะหยุดคิด

แต่เด็กที่เข้าใจจะคิด

6×8 = 6×4×2 = 24×2 = 48

นี่คือความต่างระหว่างจำกับเข้าใจ

วิธีสอนการหารไม่ให้เด็กกลัว

เริ่มจากการแบ่งของ

ไม่เริ่มจากตั้งหาร

ให้แบ่งขนม แบ่งการ์ด

เด็กจะรู้ว่าหารคือการกระจาย

หารลงตัว

ให้เห็นว่าแต่ละกลุ่มเท่ากัน

12 ÷ 3

คือ 4 ในทุกกลุ่ม

ต้องเห็นภาพก่อนสูตร

เศษคืออะไร

ไม่ใช่ตัวเลขพิเศษ

คือของที่เหลือเพราะแบ่งไม่พอ

เด็กเข้าใจทันทีเมื่อใช้ของจริง

โจทย์หลายขั้นตอน

เช่น

มีลูกอม 12 เม็ด แบ่งให้ 3 คน แล้วแต่ละคนกิน 1

เด็กต้องคิดทีละเหตุการณ์

ไม่ใช่ทำทีเดียว

นี่คือจุดเริ่มต้นการคิดวิเคราะห์

เมื่อเด็กเข้าใจทั้งบวก ลบ คูณ หารเป็นภาพเดียวกัน

ไม่ว่าจะเรียนไทยหรืออินเตอร์

คณิตจะกลายเป็นวิชาที่คิดได้ ไม่ใช่วิชาที่ต้องจำ

ความผิดพลาดที่เด็กส่วนใหญ่เจอ (ทั้งเด็กหลักสูตรไทยและอินเตอร์)

เด็กที่บอกว่า “คณิตยาก” ส่วนใหญ่ไม่ได้ยากที่เนื้อหา

แต่ยากเพราะพื้นฐานบางจุดไม่เชื่อมกัน

เมื่อเริ่มบทใหม่ ปัญหาจะชัดทันที

โดยเฉพาะช่วงจากบวก-ลบ ไปสู่คูณ-หาร

เด็กมักพลาดตรงไหนในบวก ลบ

เลือกเครื่องหมายจากตัวเลข ไม่ใช่เรื่องราว

เด็กจำนวนมากเห็นเลขสองตัวแล้วบวกทันที

เช่น

มีลูกโป่ง 5 ลูก ลอยไป 2 ลูก

บางคนตอบ 5 + 2

เพราะดูตัวเลขก่อนเข้าใจสถานการณ์

สลับลำดับจำนวน

เด็กบางคนเข้าใจว่า

5 − 3 กับ 3 − 5 เหมือนกัน

เกิดจากจำวิธีทำ แต่ไม่เข้าใจความหมายของ “เหลือ”

พึ่งนิ้วตลอด

พบทั้งเด็กไทยและอินเตอร์

แปลว่าสมองยังไม่เห็นจำนวนในหัว

เมื่อเลขมากขึ้นจะเริ่มช้าลงทันที

ทำได้เฉพาะรูปแบบเดิม

2+3 ได้

3+2 งง

เพราะจำตำแหน่ง ไม่ได้เข้าใจว่าปริมาณเท่ากัน

เด็กมักพลาดตรงไหนในคูณ หาร

ท่องสูตรคูณ แต่ไม่รู้ว่าคูณคืออะไร

เด็กตอบ 6×4 ได้

แต่ถามว่าทำไมได้ 24 อธิบายไม่ได้

พอเจอ 6 กลุ่ม กลุ่มละ 4 ในโจทย์คำถามจะหยุดทันที

มองคูณเป็นเรื่องใหม่ ไม่ใช่บวกซ้ำ

เมื่อไม่เห็นความเชื่อมโยง

เด็กจะต้องจำทุกข้อแทนการคิด

นี่คือสาเหตุที่ลืมสูตรเร็ว

กลัวหารตั้งแต่ยังไม่เริ่ม

เพราะมองเป็นขั้นตอนยาว

ไม่เข้าใจว่าคือการแบ่ง

เด็กอินเตอร์ที่คำนวณเก่งยังพลาดได้

ถ้าไม่เห็นภาพการแบ่งจริง

ไม่เข้าใจเศษ

เช่น 13 ÷ 4

บางคนตอบ 3

บางคนตอบ 4

เพราะไม่เข้าใจว่ามีของเหลือ

ปัญหาเด็กไทยกับคณิตศาสตร์พื้นฐาน

เน้นความเร็วเกินความเข้าใจ

ทำข้อสอบได้เร็ว

แต่พอเปลี่ยนรูปแบบจะทำไม่ได้

กลัวผิด

เด็กไม่กล้าลองวิธีคิด

รอจำขั้นตอนจากตัวอย่าง

ทำให้แก้ปัญหาใหม่ไม่ได้

แยกบทเรียนออกจากชีวิตจริง

คณิตกลายเป็นตัวเลขบนกระดาษ

ไม่เชื่อมกับสถานการณ์

ความต่างที่พบในเด็กอินเตอร์

เด็กอินเตอร์มักอธิบายได้

แต่คำนวณช้า

เด็กไทยคำนวณเร็ว

แต่อธิบายไม่ได้

ทั้งสองแบบยังไม่สมบูรณ์

ต้องมีทั้งความเข้าใจและความคล่อง

แบบฝึกหัดบวก ลบ คูณ หาร (เหมาะทั้งเด็กไทยและอินเตอร์)

แบบฝึกหัดบวก ลบ

  1. 4 + 3 = ______
  2. 9 − 5 = ______
  3. มีดินสอ 6 แท่ง แม่ซื้อเพิ่มอีก 2 แท่ง ตอนนี้มีทั้งหมดกี่แท่ง ______
  4. มีลูกบอล 10 ลูก หายไป 4 ลูก เหลือกี่ลูก ______
  5. 7 + 8 = ______
  6. 15 − 6 = ______
  7. ในสนามมีเด็ก 5 คน เพื่อนมาเพิ่มอีก 5 คน ตอนนี้มีกี่คน ______
  8. มีคุกกี้ 12 ชิ้น กินไป 7 ชิ้น เหลือกี่ชิ้น ______
  9. 20 − 9 = ______
  10. 13 + 6 = ______

แบบฝึกหัดคูณ

(เน้นมองเป็นกลุ่ม — equal groups / arrays)

  1. 2 × 4 = ______
  2. 5 × 3 = ______
  3. มีถุงขนม 4 ถุง ถุงละ 3 ชิ้น มีทั้งหมดกี่ชิ้น ______
  4. เก้าอี้ 3 แถว แถวละ 6 ตัว มีกี่ตัว ______
  5. 7 × 2 = ______
  6. 9 × 5 = ______
  7. มีสติ๊กเกอร์ 6 แผ่น แผ่นละ 4 ดวง รวมทั้งหมดกี่ดวง ______
  8. 8 × 3 = ______
  9. 4 × 7 = ______
  10. ในกล่องมี 5 แถว แถวละ 5 ลูก รวมกี่ลูก ______

แบบฝึกหัดหาร

(เน้นการแบ่งเท่า ๆ กัน — sharing & grouping)

  1. 12 ÷ 3 = ______
  2. 10 ÷ 2 = ______
  3. มีลูกอม 15 เม็ด แบ่งให้เพื่อน 5 คน คนละกี่เม็ด ______
  4. มีดินสอ 18 แท่ง ใส่กล่อง กล่องละ 6 แท่ง ได้กี่กล่อง ______
  5. 20 ÷ 4 = ______
  6. 16 ÷ 8 = ______
  7. มีคุกกี้ 14 ชิ้น แบ่งให้ 4 คน คนละกี่ชิ้น เหลือกี่ชิ้น ______
  8. 21 ÷ 3 = ______
  9. 24 ÷ 6 = ______
  10. มีลูกบอล 17 ลูก แจกให้เด็ก 5 คน คนละกี่ลูก เหลือกี่ลูก ___

คำถามที่พ่อแม่ถามบ่อย

เด็ก ป.1 บวกเลขไม่ได้ ปกติไหม?

ปกติช่วงเริ่มเรียน เด็กเพิ่งเปลี่ยนจากนับเป็นคำนวณ ถ้ายังนับนิ้วแปลว่ายังไม่เห็นจำนวนในหัว ควรเสริมความเข้าใจก่อนเร่งทำโจทย์

สูตรคูณต้องท่องทุกแม่ไหม?

ไม่จำเป็น เด็กควรเข้าใจว่าคูณคือการบวกซ้ำ เมื่อเห็นภาพจะจำเองได้ การท่องอย่างเดียวมักจำสั้นและลืมเร็ว

เรียนออนไลน์เด็กเล็กได้หรือไม่?

ได้ถ้าเรียนแบบโต้ตอบ ต้องพูด ตอบ เขียนระหว่างเรียน ไม่ใช่ดูเฉย ๆ รูปแบบสอนสำคัญกว่าอุปกรณ์

เริ่มเรียนกี่ขวบ?

เริ่มได้ตั้งแต่อนุบาล โดยเน้นจำนวนและการเปรียบเทียบ ไม่ต้องรีบคำนวณ เรียนถูกลำดับสำคัญกว่าเรียนเร็ว

ลูกไม่ชอบคณิตทำอย่างไร?

มักเกิดจากไม่เข้าใจ ให้เริ่มจากโจทย์ง่ายที่ทำได้ และให้เด็กอธิบายวิธีคิดเอง ความมั่นใจจะค่อย ๆ กลับมา

ใช้ iPad เรียนดีไหม?

ดีถ้าใช้เขียนและโต้ตอบ ไม่ใช่ดูอย่างเดียว การมีส่วนร่วมสำคัญกว่าเครื่องมือ

ต้องเรียนก่อนเข้า ป.1 ไหม?

ไม่ต้องล่วงหน้า แต่ควรเข้าใจปริมาณ มากกว่า น้อยกว่า เท่ากัน เด็กจะเรียนบวก ลบ ได้เร็วขึ้น

Related Posts