บวก ลบ คืออะไร
การ บวก และ ลบ คือพื้นฐานของคณิตศาสตร์ทั้งหมด
ก่อนเด็กจะไปถึงสูตรคูณ หาร หรือโจทย์ยาก ๆ เด็กต้อง “เข้าใจความหมาย” ของสองอย่างนี้ก่อน
เด็กจำนวนมากทำเลขไม่ได้ ไม่ใช่เพราะยาก
แต่เพราะเขา จำวิธีทำ โดยไม่เข้าใจว่าตัวเลขกำลังบอกอะไร
ถ้าเด็กเข้าใจบวก-ลบจริง
ต่อให้เจอโจทย์ใหม่ก็คิดเองได้
ความหมายของการบวก
การบวก = การรวมของให้มากขึ้น
เป็นการเอาของ 2 กลุ่มมารวมกัน แล้วนับว่าทั้งหมดมีกี่ชิ้น
ตัวอย่าง
มีลูกอม 3 เม็ด
แม่ให้เพิ่มอีก 2 เม็ด
ตอนแรกมี 3
เพิ่มอีก 2
3 + 2 = 5
สิ่งสำคัญคือ เด็กต้องเห็นว่า “จำนวนเพิ่มขึ้น”
ไม่ใช่แค่เห็นเครื่องหมาย +
ในช่วงเริ่มต้น เด็กจะเข้าใจจากของจริงก่อน เช่น
- ลูกอม
- ดินสอ
- ของเล่น
- นิ้วมือ
เมื่อเด็กเริ่มนึกภาพได้ในหัว
จะเริ่มคิดเลขในใจได้เอง (mental math)
ความหมายของการลบ
การลบ = การเอาของออก ทำให้เหลือน้อยลง
ไม่ใช่เรื่องตรงข้ามอย่างเดียว แต่คือการ “หาส่วนที่หายไป”
ตัวอย่าง
มีขนม 5 ชิ้น
กินไป 2 ชิ้น
เหลือ 3
5 – 2 = 3
เด็กต้องเข้าใจว่า
ตัวเลขไม่ได้หายไป
แต่ “ย้ายออกจากกลุ่ม”
ถ้าเด็กเข้าใจตรงนี้
เขาจะเริ่มแก้โจทย์คำถามได้ เช่น
มีนกอยู่บนต้นไม้ 7 ตัว บินไป 4 ตัว เหลือกี่ตัว
บวกกับลบต่างกันอย่างไร
| การบวก | การลบ |
| จำนวนเพิ่มขึ้น | จำนวนลดลง |
| รวมของ | เอาของออก |
| หาทั้งหมด | หาเหลือ |
| 3 + 2 | 5 – 2 |
สิ่งที่เด็กมักสับสนคือ
เขาจำสัญลักษณ์ + และ –
แต่ไม่เข้าใจสถานการณ์
พอเปลี่ยนโจทย์เป็นคำถาม
จึงเลือกเครื่องหมายผิด
เช่น
“มีขนม 5 กินไป 2”
เด็กบางคนตอบ 5 + 2
เพราะจำว่าเห็นเลขสองตัวต้องบวก
นี่คือสาเหตุที่เด็กทำโจทย์ไม่ได้แม้จะคำนวณเก่ง
ตัวอย่างในชีวิตจริงของเด็ก
การสอนที่ดีที่สุดคือเชื่อมกับชีวิตประจำวัน
ตัวอย่างการบวก
- ต่อเลโก้เพิ่ม
- เพื่อนมาเพิ่มในสนามเด็กเล่น
- ได้สติกเกอร์เพิ่ม
- เติมน้ำในแก้ว
ตัวอย่างการลบ
- กินขนม
- แจกของเพื่อน
- ดินสอหาย
- แบ่งของให้คนอื่น
เมื่อเด็กเริ่มคิดเองว่า
“ตอนนี้มากขึ้นหรือน้อยลง”
เขาจะเลือกบวกหรือลบได้เอง
โดยไม่ต้องท่องจำสูตร
คูณ หาร คืออะไร
หลังจากเด็กเข้าใจ บวกและลบ แล้ว
ขั้นต่อไปของคณิตศาสตร์คือ คูณ และ หาร
หลายคนคิดว่ามันยากขึ้น
แต่จริง ๆ แล้วเป็นเพียง “การย่อวิธีคิดให้เร็วขึ้น”
คูณและหารไม่ใช่เรื่องใหม่
เป็นสิ่งเดิมที่เด็กเคยทำอยู่แล้ว เพียงแค่เปลี่ยนรูปแบบการคิด
ถ้าเข้าใจความหมาย
เด็กจะไม่ต้องท่องจำ และจะไม่กลัวสูตรคูณ
คูณคือการบวกซ้ำ
การคูณ = การบวกจำนวนเดิมซ้ำหลายครั้ง
เช่น
มีถุงขนม 3 ถุง
แต่ละถุงมี 4 ชิ้น
แทนที่จะบวก
4 + 4 + 4
เราเขียนสั้นลงเป็น
3 × 4 = 12
ดังนั้นเครื่องหมาย × ไม่ได้หมายถึงยากขึ้น
แต่หมายถึง “บวกเร็วขึ้น”
เด็กที่ไม่เข้าใจตรงนี้
จะพยายามท่องสูตรคูณอย่างเดียว
พอจำไม่ได้ก็ทำเลขต่อไม่ได้
แต่เด็กที่เข้าใจว่าเป็นการรวมกลุ่ม
สามารถคิดเองได้แม้ลืมสูตร
หารคือการแบ่ง
การหาร = การแบ่งของให้เท่า ๆ กัน
ตัวอย่าง
มีลูกอม 12 เม็ด
แบ่งให้เพื่อน 3 คน
แต่ละคนได้กี่เม็ด
12 ÷ 3 = 4
การหารจึงไม่ใช่การเอาออก
แต่คือการ “กระจายออกเป็นกลุ่ม”
เด็กจะเข้าใจได้ง่ายมากถ้าเห็นภาพ
เช่น แบ่งของเล่น แบ่งขนม แบ่งการ์ด
เมื่อเด็กเห็นว่าทุกกลุ่มต้องเท่ากัน
เขาจะเข้าใจความหมายของหารทันที
ความสัมพันธ์ระหว่างคูณกับหาร
คูณและหารเป็นเรื่องเดียวกัน
แค่มองคนละด้าน
ถ้า
3 × 4 = 12
ก็แปลว่า
12 ÷ 3 = 4
12 ÷ 4 = 3
เด็กที่เข้าใจความสัมพันธ์นี้
จะไม่ต้องจำสูตรทั้งหมด
และสามารถตรวจคำตอบเองได้
นี่คือจุดที่คณิตเริ่มเป็น “ความเข้าใจ”
ไม่ใช่การท่องจำ
ตัวอย่างสถานการณ์จริง
ตัวอย่างการคูณ
- จัดเก้าอี้ 4 แถว แถวละ 5 ตัว
- ซื้อสติ๊กเกอร์ 3 แผ่น แผ่นละ 6 ดวง
- วางของเล่นเป็นชุด ๆ
ตัวอย่างการหาร
- แบ่งขนมให้เพื่อน
- แจกการ์ดให้เท่ากัน
- แบ่งของใส่กล่อง
เมื่อเด็กมองเห็นเป็นภาพ
เขาจะรู้ทันทีว่าควรคูณหรือหาร
โดยไม่ต้องเดาเครื่องหมาย
เด็กควรเรียนคณิตเมื่อไหร่ (สำหรับทั้งหลักสูตรไทยและอินเตอร์)
ผู้ปกครองหลายคนกังวลว่า
ลูกควรเริ่มบวก ลบ คูณ หารตั้งแต่อายุเท่าไรถึงจะ “ไม่ช้าเกินไป”
จริง ๆ แล้วทั้งหลักสูตรไทย และอินเตอร์
ไม่ได้ต่างกันที่อายุ แต่ต่างกันที่ วิธีสอน
- ไทย → เน้นคำนวณเร็ว
- อินเตอร์ → เน้นเข้าใจแนวคิด
แต่ลำดับพัฒนาการสมองเด็กเหมือนกัน
ถ้าเรียนถูกช่วง เด็กจะเข้าใจง่ายและไม่ต้องท่องจำหนัก
เด็กแต่ละวัยควรรู้อะไรบ้าง
| ระดับ (อินเตอร์) | ไทย | สิ่งที่ควรเข้าใจ | เป้าหมายสำคัญ |
| Kindergarten / Reception | อนุบาล 1–3 | รู้จักจำนวน นับของ เปรียบเทียบมาก–น้อย | เข้าใจว่าเลขแทนปริมาณ |
| Grade 1 | ประถม 1 | บวก ลบ | รวมและเอาออกจากกลุ่มได้ |
| Grade 2 | ประถม 2 | คูณ | มองเป็นกลุ่มซ้ำ |
| Grade 3 | ประถม 3 | หาร | แบ่งเท่ากัน เข้าใจเศษ |
| Grade 4 | ประถม 4 | หลายขั้นตอน | วางลำดับการคิด แก้โจทย์ยาว |
Kindergarten / Reception / อนุบาล: จำนวนและการเปรียบเทียบ
เด็กยังไม่เริ่มคำนวณจริง
แต่ต้องรู้ว่าตัวเลขหมายถึง “ของจริง” เช่น มากกว่า น้อยกว่า เท่ากัน
โรงเรียนอินเตอร์มักใช้ blocks หรือของเล่นเพื่อสร้างภาพในหัว
Grade 1 / ป.1: บวก ลบ
เริ่มเข้าใจการรวมและการเอาออก
ไม่ใช่แค่ทำข้อสอบ แต่ต้องรู้ว่าเกิดอะไรกับจำนวน
Grade 2 / ป.2: คูณ
เรียนการจัดกลุ่ม (arrays) ก่อนสูตรคูณ
เด็กที่เห็นภาพจะจำสูตรได้เองโดยไม่ต้องฝืนท่อง
Grade 3 / ป.3: หาร
เป็นการคิดย้อนกลับจากการคูณ
เด็กต้องเข้าใจว่าของถูกแบ่งเป็นส่วนเท่า ๆ กัน และมีเศษได้
Grade 4 / ป.4: หลายขั้นตอน
เริ่มแก้ปัญหายาว
ต้องวางลำดับการคิด ไม่ใช่คำนวณทีละบรรทัดแบบเดา
หากเด็กพลาดช่วงใดช่วงหนึ่ง
จะเริ่มรู้สึกว่าคณิต “ยากขึ้นทันที”
เพราะพื้นฐานทุกขั้นเชื่อมต่อกันเหมือนบันได
สัญญาณว่าลูกยังไม่เข้าใจคณิตพื้นฐาน
เด็กบางคนทำการบ้านได้
แต่พื้นฐานยังไม่แน่น ซึ่งจะเริ่มเห็นชัดตอนโจทย์ยากขึ้น
สังเกตได้จากพฤติกรรมเหล่านี้
นับนิ้วตลอด
เด็กยังไม่เห็นจำนวนในหัว
กำลังพึ่งของจริงทุกครั้งที่คิดเลข
มักเกิดเมื่อข้ามขั้นเรียนเร็วเกินไป
ทำได้เฉพาะเลขเดิม
เช่น 2+3 ได้ แต่ 3+2 งง
แปลว่าเด็กจำรูปแบบ ไม่ได้เข้าใจ
อ่านโจทย์ไม่เข้าใจ
เจอประโยคยาวแล้วไม่รู้ต้องบวกหรือลบ
พบได้บ่อยในเด็กอินเตอร์ที่คำนวณได้แต่ไม่ตีความ
สลับเครื่องหมาย
เห็นตัวเลขสองตัวแล้วบวกทันที
หรือใช้ลบผิดสถานการณ์
นี่คือสัญญาณว่าเด็กจำวิธีทำ
แต่ไม่เข้าใจความหมายของตัวเลข
เมื่อแก้พื้นฐานถูกจุด
เด็กจะเริ่มคิดเองได้
และความมั่นใจในการเรียนจะเปลี่ยนทันที
วิธีสอนที่ถูกต้อง (ทั้งเด็กไทยและอินเตอร์)
ความต่างของเด็กไทยกับอินเตอร์ไม่ใช่ความเก่ง
แต่คือ วิธีที่เคยเรียน
- เด็กไทย → คุ้นกับการทำแบบฝึกหัด
- เด็กอินเตอร์ → คุ้นกับการอธิบายเหตุผล
ถ้าสอนถูกลำดับ
เด็กทั้งสองระบบจะเข้าใจเหมือนกัน และต่อยอดได้ง่าย
วิธีสอนบวก ลบ ให้เข้าใจจริง
จากวัตถุ → ภาพ → นามธรรม
นี่คือหลักที่ใช้สอน บวก ลบ กันทั่วโลก
- ของจริง
เช่น ลูกอม ตัวต่อ ดินสอ
เด็กเห็นว่า “จำนวนเปลี่ยน” - ภาพ
วาดวงกลม หรือขีดเส้นแทนจำนวน
เริ่มคิดในหัวได้ - ตัวเลข
จึงค่อยใช้ 3 + 2 = 5
ถ้าเริ่มจากตัวเลขเลย
เด็กจะจำวิธีทำ แต่ไม่เข้าใจ
Mental Math คืออะไร
คือการคิดเลขในใจโดยไม่พึ่งนิ้วหรือกระดาษ
ไม่ได้แปลว่าเร็ว
แต่แปลว่าเด็ก “เห็นจำนวนในหัว”
เช่น
8 + 5
เด็กบางคนท่อง
แต่เด็กที่เข้าใจจะคิด
8 + 2 = 10 แล้วบวกอีก 3
นี่คือพื้นฐานคณิตอินเตอร์
ทำไมเด็กท่องแล้วทำไม่ได้
เพราะเขาจำขั้นตอน ไม่เข้าใจสถานการณ์
พอเจอโจทย์
“มีนก 5 ตัว บินมาเพิ่ม 3”
เด็กบางคนลบ
เพราะจำว่าต้องทำตามรูปแบบที่เคยเห็น
การเข้าใจสำคัญกว่าการจำ
การแก้โจทย์คำถาม
สอนให้เด็กถามตัวเองก่อนเสมอ
จำนวนกำลังเพิ่ม หรือลด
กำลังรวม หรือแยก
ไม่ต้องดูเครื่องหมายก่อน
ให้ดูเรื่องราวก่อน
เด็กจะเลือกวิธีได้เอง
วิธีสอนสูตรคูณให้จำโดยไม่ต้องท่อง
มองเป็นกลุ่ม
3 × 4
คือ 4 + 4 + 4
ใช้การจัดของเป็นแถว
เด็กจะเข้าใจทันที
เด็กอินเตอร์เรียก arrays
เด็กไทยเรียกจัดกลุ่ม
แต่แนวคิดเดียวกัน
ใช้ pattern
สูตรคูณมีรูปแบบ
แม่ 5 ลงท้าย 0 หรือ 5
แม่ 9 ผลรวมเลข = 9
เมื่อเด็กเห็นรูปแบบ
สมองจะจำง่ายกว่าการท่อง
เทคนิคจำแม่ยาก
เช่น แม่ 7
ใช้การเชื่อมความหมาย
7 วันในสัปดาห์ → สร้างภาพจำ
เด็กจะจำจากความเข้าใจ ไม่ใช่ท่อง
ทำไมท่องสูตรคูณอย่างเดียวไม่พอ
เด็กที่ท่องอย่างเดียว
พอเจอ 6×8 จะหยุดคิด
แต่เด็กที่เข้าใจจะคิด
6×8 = 6×4×2 = 24×2 = 48
นี่คือความต่างระหว่างจำกับเข้าใจ
วิธีสอนการหารไม่ให้เด็กกลัว
เริ่มจากการแบ่งของ
ไม่เริ่มจากตั้งหาร
ให้แบ่งขนม แบ่งการ์ด
เด็กจะรู้ว่าหารคือการกระจาย
หารลงตัว
ให้เห็นว่าแต่ละกลุ่มเท่ากัน
12 ÷ 3
คือ 4 ในทุกกลุ่ม
ต้องเห็นภาพก่อนสูตร
เศษคืออะไร
ไม่ใช่ตัวเลขพิเศษ
คือของที่เหลือเพราะแบ่งไม่พอ
เด็กเข้าใจทันทีเมื่อใช้ของจริง
โจทย์หลายขั้นตอน
เช่น
มีลูกอม 12 เม็ด แบ่งให้ 3 คน แล้วแต่ละคนกิน 1
เด็กต้องคิดทีละเหตุการณ์
ไม่ใช่ทำทีเดียว
นี่คือจุดเริ่มต้นการคิดวิเคราะห์
เมื่อเด็กเข้าใจทั้งบวก ลบ คูณ หารเป็นภาพเดียวกัน
ไม่ว่าจะเรียนไทยหรืออินเตอร์
คณิตจะกลายเป็นวิชาที่คิดได้ ไม่ใช่วิชาที่ต้องจำ
ความผิดพลาดที่เด็กส่วนใหญ่เจอ (ทั้งเด็กหลักสูตรไทยและอินเตอร์)
เด็กที่บอกว่า “คณิตยาก” ส่วนใหญ่ไม่ได้ยากที่เนื้อหา
แต่ยากเพราะพื้นฐานบางจุดไม่เชื่อมกัน
เมื่อเริ่มบทใหม่ ปัญหาจะชัดทันที
โดยเฉพาะช่วงจากบวก-ลบ ไปสู่คูณ-หาร
เด็กมักพลาดตรงไหนในบวก ลบ
เลือกเครื่องหมายจากตัวเลข ไม่ใช่เรื่องราว
เด็กจำนวนมากเห็นเลขสองตัวแล้วบวกทันที
เช่น
มีลูกโป่ง 5 ลูก ลอยไป 2 ลูก
บางคนตอบ 5 + 2
เพราะดูตัวเลขก่อนเข้าใจสถานการณ์
สลับลำดับจำนวน
เด็กบางคนเข้าใจว่า
5 − 3 กับ 3 − 5 เหมือนกัน
เกิดจากจำวิธีทำ แต่ไม่เข้าใจความหมายของ “เหลือ”
พึ่งนิ้วตลอด
พบทั้งเด็กไทยและอินเตอร์
แปลว่าสมองยังไม่เห็นจำนวนในหัว
เมื่อเลขมากขึ้นจะเริ่มช้าลงทันที
ทำได้เฉพาะรูปแบบเดิม
2+3 ได้
3+2 งง
เพราะจำตำแหน่ง ไม่ได้เข้าใจว่าปริมาณเท่ากัน
เด็กมักพลาดตรงไหนในคูณ หาร
ท่องสูตรคูณ แต่ไม่รู้ว่าคูณคืออะไร
เด็กตอบ 6×4 ได้
แต่ถามว่าทำไมได้ 24 อธิบายไม่ได้
พอเจอ 6 กลุ่ม กลุ่มละ 4 ในโจทย์คำถามจะหยุดทันที
มองคูณเป็นเรื่องใหม่ ไม่ใช่บวกซ้ำ
เมื่อไม่เห็นความเชื่อมโยง
เด็กจะต้องจำทุกข้อแทนการคิด
นี่คือสาเหตุที่ลืมสูตรเร็ว
กลัวหารตั้งแต่ยังไม่เริ่ม
เพราะมองเป็นขั้นตอนยาว
ไม่เข้าใจว่าคือการแบ่ง
เด็กอินเตอร์ที่คำนวณเก่งยังพลาดได้
ถ้าไม่เห็นภาพการแบ่งจริง
ไม่เข้าใจเศษ
เช่น 13 ÷ 4
บางคนตอบ 3
บางคนตอบ 4
เพราะไม่เข้าใจว่ามีของเหลือ
ปัญหาเด็กไทยกับคณิตศาสตร์พื้นฐาน
เน้นความเร็วเกินความเข้าใจ
ทำข้อสอบได้เร็ว
แต่พอเปลี่ยนรูปแบบจะทำไม่ได้
กลัวผิด
เด็กไม่กล้าลองวิธีคิด
รอจำขั้นตอนจากตัวอย่าง
ทำให้แก้ปัญหาใหม่ไม่ได้
แยกบทเรียนออกจากชีวิตจริง
คณิตกลายเป็นตัวเลขบนกระดาษ
ไม่เชื่อมกับสถานการณ์
ความต่างที่พบในเด็กอินเตอร์
เด็กอินเตอร์มักอธิบายได้
แต่คำนวณช้า
เด็กไทยคำนวณเร็ว
แต่อธิบายไม่ได้
ทั้งสองแบบยังไม่สมบูรณ์
ต้องมีทั้งความเข้าใจและความคล่อง
แบบฝึกหัดบวก ลบ คูณ หาร (เหมาะทั้งเด็กไทยและอินเตอร์)
แบบฝึกหัดบวก ลบ
- 4 + 3 = ______
- 9 − 5 = ______
- มีดินสอ 6 แท่ง แม่ซื้อเพิ่มอีก 2 แท่ง ตอนนี้มีทั้งหมดกี่แท่ง ______
- มีลูกบอล 10 ลูก หายไป 4 ลูก เหลือกี่ลูก ______
- 7 + 8 = ______
- 15 − 6 = ______
- ในสนามมีเด็ก 5 คน เพื่อนมาเพิ่มอีก 5 คน ตอนนี้มีกี่คน ______
- มีคุกกี้ 12 ชิ้น กินไป 7 ชิ้น เหลือกี่ชิ้น ______
- 20 − 9 = ______
- 13 + 6 = ______
แบบฝึกหัดคูณ
(เน้นมองเป็นกลุ่ม — equal groups / arrays)
- 2 × 4 = ______
- 5 × 3 = ______
- มีถุงขนม 4 ถุง ถุงละ 3 ชิ้น มีทั้งหมดกี่ชิ้น ______
- เก้าอี้ 3 แถว แถวละ 6 ตัว มีกี่ตัว ______
- 7 × 2 = ______
- 9 × 5 = ______
- มีสติ๊กเกอร์ 6 แผ่น แผ่นละ 4 ดวง รวมทั้งหมดกี่ดวง ______
- 8 × 3 = ______
- 4 × 7 = ______
- ในกล่องมี 5 แถว แถวละ 5 ลูก รวมกี่ลูก ______
แบบฝึกหัดหาร
(เน้นการแบ่งเท่า ๆ กัน — sharing & grouping)
- 12 ÷ 3 = ______
- 10 ÷ 2 = ______
- มีลูกอม 15 เม็ด แบ่งให้เพื่อน 5 คน คนละกี่เม็ด ______
- มีดินสอ 18 แท่ง ใส่กล่อง กล่องละ 6 แท่ง ได้กี่กล่อง ______
- 20 ÷ 4 = ______
- 16 ÷ 8 = ______
- มีคุกกี้ 14 ชิ้น แบ่งให้ 4 คน คนละกี่ชิ้น เหลือกี่ชิ้น ______
- 21 ÷ 3 = ______
- 24 ÷ 6 = ______
- มีลูกบอล 17 ลูก แจกให้เด็ก 5 คน คนละกี่ลูก เหลือกี่ลูก ___
คำถามที่พ่อแม่ถามบ่อย
เด็ก ป.1 บวกเลขไม่ได้ ปกติไหม?
ปกติช่วงเริ่มเรียน เด็กเพิ่งเปลี่ยนจากนับเป็นคำนวณ ถ้ายังนับนิ้วแปลว่ายังไม่เห็นจำนวนในหัว ควรเสริมความเข้าใจก่อนเร่งทำโจทย์
สูตรคูณต้องท่องทุกแม่ไหม?
ไม่จำเป็น เด็กควรเข้าใจว่าคูณคือการบวกซ้ำ เมื่อเห็นภาพจะจำเองได้ การท่องอย่างเดียวมักจำสั้นและลืมเร็ว
เรียนออนไลน์เด็กเล็กได้หรือไม่?
ได้ถ้าเรียนแบบโต้ตอบ ต้องพูด ตอบ เขียนระหว่างเรียน ไม่ใช่ดูเฉย ๆ รูปแบบสอนสำคัญกว่าอุปกรณ์
เริ่มเรียนกี่ขวบ?
เริ่มได้ตั้งแต่อนุบาล โดยเน้นจำนวนและการเปรียบเทียบ ไม่ต้องรีบคำนวณ เรียนถูกลำดับสำคัญกว่าเรียนเร็ว
ลูกไม่ชอบคณิตทำอย่างไร?
มักเกิดจากไม่เข้าใจ ให้เริ่มจากโจทย์ง่ายที่ทำได้ และให้เด็กอธิบายวิธีคิดเอง ความมั่นใจจะค่อย ๆ กลับมา
ใช้ iPad เรียนดีไหม?
ดีถ้าใช้เขียนและโต้ตอบ ไม่ใช่ดูอย่างเดียว การมีส่วนร่วมสำคัญกว่าเครื่องมือ
ต้องเรียนก่อนเข้า ป.1 ไหม?
ไม่ต้องล่วงหน้า แต่ควรเข้าใจปริมาณ มากกว่า น้อยกว่า เท่ากัน เด็กจะเรียนบวก ลบ ได้เร็วขึ้น