chulatutor ก่อตั้งโดย พี่เปิ้ล อ.พรพรรณ

BMAT

BMAT

BMAT

BMAT

BMAT

BMAT

BMAT คือ การสอบวัดความสามารถสำหรับผู้ที่ต้องการศึกษาต่อในหลักสูตรแพทยศาสตร์ (นานาชาติ) หรือเรียกง่ายๆว่าแพทย์อินเตอร์นั่นเองค่ะ ทั้งนี้ยังรวมไปถึงหลักสูตรวิทยาศาสตร์การแพทย์ ทันตแพทยศาสตร์ ที่เป็นหลักสูตรนานาชาติ ซึ่งก็แล้วแต่มหาวิทยาลัยค่ะว่าจะกำหนดเกณฑ์คะแนนอย่างไรบ้าง

 

อยากเรียนต่อแพทย์อินเตอร์ไหม…เชื่อว่าน้องๆหลายคนคงจะแย่งกันยกมือกันเลยทีเดียว เพราะยุคสมัยนี้หลักสูตรแพทย์ อินเตอร์มาแรงจริงๆ นอกจากต้องเก่งวิชาทางด้านสายวิทย์แล้ว ยังต้องมีความสามารถด้านการใช้ภาษาอังกฤษอย่างรอบด้านอีกด้วย ทั้งการพูด การฟัง การเขียน และการอ่าน เราจึงเห็นหลักสูตรแพทย์ อินเตอร์ ขอคะแนน ( BMAT ) จากทั้งสองกลุ่มดังกล่าวเสมอๆ การขาดเพียงทักษะใดทักษะหนึ่งไปอาจจะยังถือว่าไม่พร้อมมากพอสำหรับการเรียนหลักสูตรนี้ เพราะฉะนั้นก็ต้องรีบฟิตๆกันหน่อยนะคะ

นอกจากกลุ่มคะแนนดังกล่าวแล้ว อีกหนึ่งคะแนนที่มีความสำคัญมากๆสำหรับหลักสูตรแพทย์ อินเตอร์ ก็คือคะแนน BMAT นั่นเองค่ะ บางคนอาจจะเคยได้ยินผ่านๆหูมาบ้าง แต่เชื่อว่ายังมีน้องๆอีกหลายคนที่อาจจะยังไม่ค่อยรู้จักข้อสอบตัวนี้เท่าไหร่นัก ซึ่งในวันนี้เราจะได้มาทำความรู้จัก BMAT กันแบบทะลุปรุโปร่ง และน้องๆจะต้องร้อง อ๋อ! โดยเฉพาะน้องๆที่เตรียมจะยื่นแพทย์อินเตอร์ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และมหาวิทยาลัยมหิดล ต้องห้ามพลาดนะคะ เพราะเจอข้อสอบตัวนี้แน่นอนค่ะ

 

คอร์สเรียน BMAT



รหัสคอร์ส วันเรียน รอบ เวลา หมายเหตุ Test Date Exam
เหลือที่นั่ง อาจารย์
BB070320 4 ก.ค. – 6 ก.ย. ส-อา 10:00–16:00

จองที่นั่ง



3
แนน
BA060720 6 ก.ค. – 10 ก.ย. จ-พฤ 18:00-20:30

จองที่นั่ง



4
แนน

อัตราค่าเรียน 55 ,000 บาท

 


ข้อสอบ BMAT หรือ BioMedical Admissions Test ประกอบไปด้วย 3 ส่วน ดังนี้

  • Section 1: Aptitude and Skills เป็นส่วนที่วัดทักษะการแก้ปัญหา และการวิเคราะห์ข้อมูลต่างๆของผู้สอบ มีข้อสอบทั้งหมด 35 ข้อ เป็นคำถามแบบเลือกตอบ ให้เวลาทำข้อสอบ 60 นาที
  • Section 2: Scientific Knowledge and Applications เป็นส่วนที่วัดความสามารถในการประยุกต์ใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ครอบคลุมในรายวิชาฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา และคณิตศาสตร์ในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายช่วงประมาณ ม.4 ซึ่งความยาก-ง่ายจะพอๆกับ IGCSE ,  GCSE มีทั้งหมด 27 ข้อ ให้เวลาทำข้อสอบ 30 นาที และเป็นแบบเลือกตอบเช่นเดียวกันค่ะ
  • Section 3: Writing Task เป็นส่วนที่ต้องการวัดความสามารถในการเรียบเรียงจัดระบบความคิด และสื่อสาร ถ่ายทอดผ่านการเขียนที่รัดกุม กระชับ แต่เต็มไปด้วยประสิทธิภาพ ซึ่งในส่วนนี้จะมีคำถามให้เลือก 3 ข้อ ผู้เข้าสอบสามารถเลือกหัวข้อที่จะเขียนได้ 1 หัวข้อ ในเวลา 30 นาที
    น้องๆสามารถเข้าไปศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้นะคะว่าแต่ละ section มีรายละเอียดการออกข้อสอบอย่างไรบ้าง ทาง BMAT นั้นใจดีสุดๆ บอกได้ละเอียดมากๆ ตามลิงค์นี้ได้เลยค่ะ http://www.admissionstestingservice.org

 

คะแนนสอบ BMAT ใน Section ที่ 1 และ 2 มีคะแนนสูงสุดคือ 9 และต่ำสุดคือ 1 คะแนน ซึ่งโดยทั่วไปมหาวิทยาลัยอาจจะกำหนดไว้ประมาณ 5-6 คะแนน ส่วนใน Section ที่ 3 จะมีคะแนนสองแบบคือคะแนน 0-5 และคะแนนที่ระบุเป็น A, C, E โดยกรรมการที่ตรวจข้อสอบและให้คะแนนจะมีสองคน แต่ละคนจะให้คะแนนคนละ 2 แบบ คือให้ทั้งแบบตัวเลขและตัวอักษร จากนั้นจึงนำคะแนนดังกล่าวมาเฉลียออกมาเป็นหนึ่งคะแนนสุดท้าย ยกตัวอย่างเช่น คนหนึ่งให้คะแนน 4C ส่วนอีกคนให้คะแนน 4A คะแนนเฉลี่ยที่สรุปได้คือ 4B นั่นเองค่ะ

 

รู้จักข้อสอบ BMAT กันแล้ว หลายคนคงเริ่มกังวลกันแล้วว่าจะทำข้อสอบได้ไหม ดูเหมือนข้อสอบจะยากมากๆ บอกได้เลยว่าไม่ต้องกังวลค่ะ ตราบใดที่เราเตรียมตัวดีและพร้อมมากพอ เราจะสามารถจัดการกับข้อสอบได้ทุกรูปแบบ น้องๆหลายคนพื้นฐานอ่อน ไม่ถนัดวิชาในกลุ่มวิทยาศาสตร์ ฟิสิกส์ยังไม่ค่อยเข้าใจ เคมีไม่ถนัด ชีววิทยาก็อ่านไม่ไหวเพราะเนื้อหาเยอะมากๆ ยิ่งคณิตศาสตร์ยิ่งงานหนัก คิดเลขช้ามาก และพื้นฐานของเลขเองก็ไม่แน่นมาก บางคนกังวลเกี่ยวกับภาษา เพราะข้อสอบเป็นภาษษอังกฤษทั้งหมด คำศัพท์ธรรมดาทั่วไปก็ว่ายากแล้ว กับการต้องมาเจอคำศัพท์เฉาะในรายวิชานั้นๆ แถมด้วยการเขียนตอบในพาร์ท Writing Task ซึ่งต้องใช้ทักษะทางภาษาอังกฤษค่อนข้างสูง ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนเเป็นสิ่งที่สร้างความกดดันให้กับน้องๆได้มากทีเดียว

 


เรียน ติว BMAT ตัวต่อตัว

ไม่ว่าจะมีความกังวลมากขนาดไหน เรียนไม่เก่ง มีสิ่งที่ไม่ถนัดมากมาย วันนี้จุฬาติวเตอร์เรามีตัวช่วยที่จะทำให้น้องๆเอาชนะข้อสอบ BMAT ได้แบบใสๆ อ่อนตรงไหน ไม่เข้าใจเรื่องอะไร เราก็เน้นไปในเรื่องนั้นๆ หรือหากยังไม่แน่ใจว่าจุดอ่อนของเราคืออะไรก็ไม่เป็นไรค่ะ เพราะเรามีทีมงานพร้อมติวเตอร์ช่วยแนะนำให้น้องๆได้อย่างแน่นอน คอร์สเรียน Private BMAT ของเราจะสามารถทำให้น้องๆเก่งขึ้น มีความพร้อมมากขึ้น สำหรับการสอบ BMAT ในแต่ละรอบ จะเน้นวิชากลุ่มวิทย์ ฟิสิก์ เคมี ชีวะฯ หรืออยากเน้นเลข อยากจะมายกเครื่องคณิตศาสตร์กันใหม่ก็ยังได้ ใครที่ไม่ถนัดภาษาอังกฤษก็ไม่ต้องคร่ำเครียดอ่านหนังสือเองกันแล้วค่ะ เพราะคอร์สเรียนของเรามีติวเตอร์มากความสามารถพร้อมที่ะมาถ่ายทอดเคล็ดลับการทำข้อสอบ ทริค เทคนิคที่เราเชื่อเหลือเกินว่าจะไม่สามารถหาได้จากการอ่านหนังสือเอง

เรียน ติว BMAT ตัวต่อตัว
จำนวนนักเรียน จำนวนชั่วโมง

20 ชม.

30 ชม.

40 ชม.
1 คน 22,000 ฿ 33,000 ฿ 44,000 ฿
2 คน
( ประหยัดถึง 25% )
33,000 ฿ 49,500 ฿ 66,000 ฿
3 คน
( ประหยัดถึง 40% )
39,600 ฿ 59,400 ฿ 79,200 ฿
แถมฟรี 2 ชม. แถมฟรี 4 ชม.
หมายเหตุ :
– คอร์สส่วนตัว-ห้องเรียนส่วนตัว เรียนที่สถาบัน ผู้เรียนสามารถเลือกวันและเวลา เรียนเองได้

 

รูปแบบคอร์สเรียน Private BMAT ของจุฬาติวเตอร์ เราเน้นที่ตัวผู้เรียนเป็นสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องพื้นฐาน วัน-เวลาที่สะดวกเรียน ลืมปัญหาตารางเรียนชนกันจนไม่สามารถลงคอร์สเรียนได้ไปเลย น้องๆจะสามารถจัดสรรเวลาเรียนได้อย่างลงตัว เหมาะกับ Life style ของแต่ละคนได้ ชอบเรียนหนักๆ ยาวๆ ไม่ต้องเดินทางมาบ่อย หรือจะเรียนสั้นๆแต่เน้นความถี่ อยากเริ่มที่เนื้อหาพื้นฐานก่อนลงมือทำโจทย์ หรือจะเน้นตะลุยโจทย์เพียวๆ เน้นเทคนิค ก็เลือกให้เข้ากับตัวเองได้ค่ะ บางคนชอบการบ้านเยอะๆ ชอบทำโจทย์ จับเวลาเองที่บ้านเราก็สามารถจัดให้ได้แบบไม่มีกั๊ก หรือหลายๆคนอาจชอบทำโจทย์ตอนที่มีพี่ติวเตอร์อยู่ด้วย ไม่เน้นการบ้าน ก็แจ้งมาได้เลย เป็นคอร์สเรียนที่ตอบโจทย์ผู้เรียนได้ทุกรูปแบบเลยจริงๆค่ะ

ต่อไปนี้ BMAT ที่ว่ายาก ก็จะกลายเป็นเรื่องกล้วยๆของน้องๆอย่างแน่นอน ไม่ว่าคำถามจะซับซ้อน โจทย์ยาว ถามลึก ต้องวิเคาะห์หลายตลบ งานเขียนต้องเรียบเรียงแสดงไอเดียได้อย่างมืออาชีพ ด้วยศักยภาพที่เตรียมตัวมาเป็นอย่างดี เชื่อว่าน้องๆจะแสดงความสามารถได้อย่างเต็มที่และทำข้อสอบได้แบบสบายๆ

ไม่มีอะไรน่ากังวลอีกต่อไป เมื่อน้องๆเลือกให้จุฬาติวเตอร์เป็นตัวช่วยสำคัญสำหรับการเตรียมสอบ BMAT จุฬาติวเตอร์ยินดีร่วมสานฝันการสอบเข้าแพทย์อินเตอร์ของน้องๆอย่างเต็มความสามารถ ด้วยแนวคิดที่เราเชื่อเสมอว่า Easy to be Expert.


BMAT | FAQ

สามารถใช้เครื่องคำนวณในการสอบ BMAT ได้หรือไม่ ?

ผู้เข้าสอบไม่สามารถใช้เครื่องคำนวณในการสอบ BMAT ได้ แต่สามารถใช้ในการฝึกทำข้อสอบ BMAT ได้ จริงๆ แล้ว การสอบ BMAT ประเมินทักษะที่จำเป็นในการศึกษาระดับปริญญาตรี เช่น การแก้ปัญหา การทำความเข้าใจเหตุผล การวิเคราะห์ข้อมูลและการอนุมาน หากเข้าใจเรื่องต่างๆ อย่างถ่องแท้ การใช้เครื่องคิดเลขหรือไม่จะไม่ส่งผลกระทบมากนัก แม้ว่าคำถามบางข้อจะเหมือนปัญหาทางคณิตศาสตร์ แต่สามารถประมาณการได้

การสมัครเข้าศึกษาต่อในคณะทันตแพทยศาสตร์ต้องใช้ผลคะแนน BMAT หรือไม่ ?

ใช่ BioMedical Admissions Test (BMAT) เป็นการสอบเพื่อการสมัครเข้าศึกษาในหลักสูตรแพทยศาสตร์ วิทยาศาสตร์ชีวการแพทย์ และทันตแพทยศาสตร์ในบางมหาวิทยาลัย BMAT เป็นการสอบแบบเขียนตอบลงในกระดาษคำตอบด้วยปากกาซึ่งใช้เวลา 2 ชั่วโมง แบ่งออกเป็นสามส่วนได้แก่ ความถนัดและทักษะ ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และการประยุกต์ (ฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา และคณิตศาสตร์) และการเขียน (เรียงความ) ข้อสอบ BMAT เปิดโอกาสให้แสดงความสามารถในทุกทักษะที่จำเป็นสำหรับการศึกษาระดับมหาวิทยาลัย

การสอบ BMAT จำเป็นต้องใช้สำหรับสมัครเข้าศึกษาต่อที่เคมบริดจ์หรือไม่ ?

ใช่ BMAT ใช้เพื่อประเมินความถนัดทางวิทยาศาสตร์และมุ่งเน้นไปที่ความสามารถทางวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาแพทยศาสตร์ที่เคมบริดจ์ ( BMAT ใช้ยื่นเพื่อเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยอื่นๆ ได้เช่นกัน) BMAT เป็นองค์ประกอบหนึ่งของใบสมัครของนักเรียนเพื่อพิจารณาว่าผู้สมัครคนใดที่จะผ่านกระบวนการรับเข้าเรียน นักเรียนที่มีผลการทดสอบ BMAT สูงกว่าจะมีโอกาสในการถูกเรียกสัมภาษณ์

การสอบ BMAT ส่วนที่ 2 มีวิธีการเตรียมตัวอย่างไร ?

สำหรับการสอบ BMAT ส่วนที่ 2 ให้เวลา 30 นาทีในการตอบคำถามแบบปรนัย 27 คำถาม แม้ว่า Bmat จะอยู่ในระดับเดียวกับ GCSE หรือ IGCSE แต่จะพบว่าคำถามบางคำถามอยู่ในระดับ AS ดังนั้นการทบทวนหัวข้อต่างๆ ตั้งแต่การเริ่มเตรียมตัวสอบ A-level จึงเป็นเรื่องที่ดี จากนั้นสามารถฝึกทำข้อสอบเก่าที่มีให้บนเว็บไซต์ Bmat นอกจากนี้การสอบ BMAT ไม่อนุญาตให้ใช้เครื่องคิดเลข จะใช้เครื่องคิดเลขได้ในการฝึกทำข้อสอบเก่าเท่านั้น

จะเตรียมตัวสำหรับการสอบ BMAT อย่างไร ?

ผู้เข้าสอบสามารถเตรียมความพร้อมสำหรับสอบ BMAT จากแหล่งข้อมูลมากมาย สิ่งแรกที่ต้องทำคือตรวจสอบสิ่งที่จำเป็นต้องรู้และเข้าใจ จากนั้นวางแผนสำหรับทบทวนหรือฝึกทำแบบฝึกหัดด้วยตนเอง หลังจากนั้นสามารถดาวน์โหลดข้อสอบเก่าได้จากเว็บไซต์ของ BMAT ต้องดูทั้งในส่วนที่เป็นคำตอบและคำอธิบาย สิ่งที่สำคัญที่สุดคือฝึกทำข้อสอบเก่าแบบจับเวลาตามการสอบจริง

ผลสอบ BMAT มีอายุนานเท่าใด ?

การสอบ BMAT เป็นการสอบสำหรับผู้สมัครที่ต้องการเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยในสาขาการแพทย์ วิทยาศาสตร์ชีวการแพทย์ และทันตแพทยศาสตร์ ผลสอบ BMAT มักจะออก 3-4 สัปดาห์หลังจากการสอบ ผลสอบของ BMAT จะใช้ได้เฉพาะในปีที่สอบเท่านั้น หากมีการเว้นการศึกษาหรือต้องการที่จะสมัครใหม่ในปีถัดไป ผู้เข้าสอบจะต้องทำการทดสอบซ้ำในรอบการรับสมัครเดียวกัน

การสอบ BMAT ใช้เวลานานเท่าใด ?

BMAT เป็นสอบเพื่อประเมินทักษะทั่วไป (ส่วนที่ 1) ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ (ส่วนที่ 2) และความคิดหรือทักษะการสื่อสาร (ส่วนที่ 3) การสอบใช้เวลา 2 ชั่วโมงรวมสามส่วน ได้แก่ ความถนัดและทักษะ ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ และเกณฑ์การให้คะแนนเรียงความ หลังจากสอบเสร็จแล้ว คะแนน BMAT จะออกใน 3-4 สัปดาห์ ผู้เข้าสอบสามารถใช้ผลสอบเพื่อสมัครเข้าเรียนมหาวิทยาลัยในรอบการรับสมัครเข้าเรียนเดียวกัน

ข้อสอบ BMAT มีคำถามกี่ข้อ ?

สำหรับการสอบ BMAT ส่วนที่ 1 ประกอบด้วยคำถามแบบปรนัย 35 คำถาม ส่วนที่ 2 เป็นคำถามแบบปรนัย 27 คำถาม ส่วนที่ 3 จะมีบทความให้เลือก 4 บทความซึ่งอาจจะเป็นคำพูดสั้น ๆ หรือข้อความ บทความอาจจะเกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์หรือการแพทย์แต่ก็ไม่บ่อยนัก ผู้เข้าสอบจะต้องเลือกตอบคำถามเดียวเท่านั้นเพื่อแสดงความคิดเห็นให้กระชับและชัดเจน

สามารถสอบ BMAT ได้กี่ครั้ง ?

สามารถสอบได้ครั้งเดียวเท่านั้นในเดือนสิงหาคมหรือตุลาคม หากสอบ BMAT สองครั้งอาจถูกมองว่าเป็นข้อได้เปรียบที่ไม่เป็นธรรม นอกจากนี้ผลคะแนน BMAT จะถูกแชร์กับโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยที่สมัคร อันที่จริงแล้วไม่จำเป็นต้องสอบ BMAT หลายครั้งหากมีการเตรียมตัวอย่างถูกต้องเหมาะสม ตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้รู้จัก BMAT จนกระทั่งถึงเวลาทำข้อสอบ ผู้เข้าสอบน่าจะทราบถึงข้อด้อยของตัวเองที่ต้องพัฒนาให้ดีขึ้น เมื่อใดก็ตามที่เห็นการพัฒนานั่นคือเวลาที่ควรสอบ

การสอบ BMAT มีค่าใช้จ่ายเท่าไร ?

การสอบมีค่าใช้จ่าย £ 48 หรือ € 67 สำหรับค่าธรรมเนียมมาตรฐานสำหรับการสมัครสอบภายในสหภาพยุโรป (รวมถึงสหราชอาณาจักร) และ £ 81 € 112 หรือ $ 120 สำหรับค่าธรรมเนียมมาตรฐานสำหรับการสมัครสอบนอกสหภาพยุโรป หากผู้เข้าสอบสมัครสอบล่าช้าจะมีค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมล่าช้าเท่ากับ £ 34 € 47 และ $ 50 หากคิดว่ามีข้อผิดพลาดของผลการสอบ สามารถสอบถามท้วงติงซึ่งมีค่าใช้จ่ายที่ £ 34 € 47 และ $ 50 เพื่อพิจารณาตรวจผลสอบอีกครั้ง ในกรณีหากคิดว่ามีการปฏิบัติที่ผิดพลาดหรือผลของการตรวจสอบคะแนนสอบมีความผิดพลาด สามารถขอเงินคืนได้จำนวน 47 $ 50

ข้อสอบ BMAT มีวิธีการให้คะแนนอย่างไร ?

สำหรับส่วนที่ 1 และ 2 คะแนนดิบทั้งหมดสำหรับแต่ละส่วนจะถูกแปลงเป็นคะแนนตั้งแต่ 1 ถึง 9 นักเรียนที่ยอดเยี่ยมเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่จะได้รับคะแนนสูงกว่า 7.0 สำหรับส่วนที่ 3 ข้อสอบจะตรวจและให้คะแนนโดยผู้ตรวจข้อสอบสองคน ผู้ตรวจข้อสอบแต่ละคนให้คะแนนสองประเภท ได้แก่ คะแนนคุณภาพของเนื้อหา (ในระดับ 0-5) และสำหรับคุณภาพของการเขียนภาษาอังกฤษ (ในระดับ A, C, E)

BMAT คล้ายกับ UKCAT หรือไม่ ?

BMAT และ UKCAT จำเป็นที่จะต้องใช้สำหรับการศึกษาในมหาวิทยาลัยด้านการแพทย์และทันตกรรม ทั้งสองมีความคล้ายคลึงกัน เช่น เนื้อหาเป็นเนื้อหาที่สอนในชั้นเรียน ต้องเขียนเรียงความ และใช้เวลาในการสอบ 2 ชั่วโมงเท่ากัน แม้ว่าทั้งสองจะมีความคล้ายคลึงกันมาก แต่โดยละเอียดแล้วข้อสอบ BMAT นั้นยากกว่าเพราะ UKCAT ประกอบด้วยคำถามง่าย ๆ หลายข้อในขณะที่ BMAT จะทดสอบความสามารถของผู้สมัครในการแก้ปัญหาที่ซับซ้อน

สามารถใช้เครื่องคำนวณในการสอบ BMAT ได้หรือไม่ ?

ผู้เข้าสอบไม่สามารถใช้เครื่องคำนวณในการสอบ BMAT ได้ แต่สามารถใช้ในการฝึกทำข้อสอบ BMAT ได้ จริงๆ แล้ว การสอบ BMAT ประเมินทักษะที่จำเป็นในการศึกษาระดับปริญญาตรี เช่น การแก้ปัญหา การทำความเข้าใจเหตุผล การวิเคราะห์ข้อมูลและการอนุมาน หากผู้เข้าสอบเข้าใจเรื่องต่างๆ อย่างถ่องแท้ การใช้เครื่องคิดเลขหรือไม่จะไม่ส่งผลกระทบมากนัก แม้ว่าคำถามบางข้อจะเหมือนปัญหาทางคณิตศาสตร์ แต่ผู้เข้าสอบสามารถประมาณการได้ นอกจากนี้ผู้เข้าสอบควรพัฒนาตนเองในขณะที่ฝึกทำข้อสอบในหลายๆ ทักษะภายใต้ความกดดันของเวลา

ลีดส์ ใช้ UKCAT หรือ BMAT ?

ต้องใช้การสอบ BMAT ในการยื่นเข้า Leeds Medical School การทดสอบความถนัดอื่น ๆ ไม่สามารถใช้ยื่นได้ ดังนั้นหากต้องการสมัครเข้าศึกษาต่อที่ Leeds จะต้องสมัครสอบ BMAT ในปีที่จะสมัครเข้าเรียน มหาวิทยาลัยจะพิจารณาผลการสอบ BMAT ครั้งแรกเท่านั้น อย่างไรก็ตามมหาวิทยาลัยไม่ได้ระบุระดับคะแนน BMAT ที่ต้องการ และไม่มีการคัดผู้สมัครที่ได้คะแนน BMAT ไม่ถึงออกในตอนนี้

BMAT นั้นยากกว่า UKCAT หรือไม่ ?

ทั้ง BMAT และ UKCAT เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการสมัครเข้าศึกษาต่อในโรงเรียนแพทย์ อย่างไรก็ตามไม่จำเป็นต้องใช้ทั้งสองอย่าง ผู้เข้าสอบสามารถเลือกสอบอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่มหาวิทยาลัยที่อยากเข้ากำหนด BMAT ยากกว่าเมื่อเทียบกับ UKCAT BMAT ทดสอบความรู้และการแก้ปัญหา แต่ UKCAT ทดสอบความถนัดมากกว่าความรู้ จริงๆ แล้วทั้งสองมีความคล้ายคลึงกัน ในการสอบแต่ละครั้ง ทักษะการคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา และการใช้เหตุผลเชิงตัวเลขของผู้เข้าสอบจะถูกประเมิน

UKCAT ง่ายกว่า BMAT ใช่หรือไม่ ?

ใช่ ที่จริงแล้ว BMAT และ UKCAT นั้นจำเป็นสำหรับการสมัครเข้าศึกษาต่อในโรงเรียนแพทย์ อย่างไรก็ตามไม่จำเป็นต้องสอบทั้งสองอย่าง ผู้เข้าสอบสามารถเลือกสอบอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่มหาวิทยาลัยที่อยากเข้ากำหนด ข้อสอบ UKCAT ง่ายกว่าข้อสอบ BMAT BMAT เป็นการสอบที่ประเมินความรู้และการแก้ปัญหา แต่ UKCAT จะประเมินความถนัดมากกว่าความรู้ จริงๆ แล้วทั้งสองมีความคล้ายคลึงกัน ในการสอบแต่ละครั้ง ทักษะการคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา และการใช้เหตุผลเชิงตัวเลขของผู้เข้าสอบจะถูกประเมิน

BMAT ย่อมาจากอะไร ?

BMAT ย่อมาจาก The BioMedical Admission Test

BMAT ประกอบด้วยอะไรบ้าง?

การสอบ BMAT เป็นการสอบแบบเขียนลงกระดาษคำตอบด้วยปากกาซึ่งใช้เวลาสองชั่วโมงในการสอบ BMAT ประกอบด้วย 3 ส่วน ส่วนที่ 1 ใช้เวลา 35 นาทีโดยเป็นข้อสอบประเภทปรนัยเกี่ยวกับทักษะทั่วไป เช่น การแก้ปัญหา การเข้าใจเหตุผล และการวิเคราะห์ข้อมูลและการอนุมาน สำหรับส่วนที่ 2 ใช้เวลา 27 นาทีโดยเป็นข้อสอบแบบปรนัยเกี่ยวกับความรู้ทางวิทยาศาสตร์ และส่วนที่ 3 ใช้เวลา 30 นาทีในการทดสอบความสามารถในการเลือก พัฒนาและจัดระเบียบความคิดและสื่อสารผ่านการเขียนที่กระชับและมีประสิทธิภาพ การสอบ BMAT เป็นการสอบแบบเขียนลงกระดาษคำตอบด้วยปากกาซึ่งใช้เวลาสองชั่วโมงในการสอบ BMAT ประกอบด้วย 3 ส่วน ส่วนที่ 1 ใช้เวลา 35 นาทีโดยเป็นข้อสอบประเภทปรนัยเกี่ยวกับทักษะทั่วไป เช่น การแก้ปัญหา การเข้าใจเหตุผล และการวิเคราะห์ข้อมูลและการอนุมาน สำหรับส่วนที่ 2 ใช้เวลา 27 นาทีโดยเป็นข้อสอบแบบปรนัยเกี่ยวกับความรู้ทางวิทยาศาสตร์ และส่วนที่ 3 ใช้เวลา 30 นาทีในการทดสอบความสามารถในการเลือก พัฒนาและจัดระเบียบความคิดและสื่อสารผ่านการเขียนที่กระชับและมีประสิทธิภาพ

คะแนน BMAT ที่จะสู้กับขู่แข่งได้คือเท่าไร ?

สำหรับส่วนที่ 1 และ 2 ซึ่งเป็นคำถามแบบปรนัยมีการให้คะแนนในระดับ 1-9 โดยทั่วไปผู้สมัครสอบ BMAT จะทำคะแนนได้ที่ประมาณ 5.0 ผู้สมัครสอบที่เก่งจะได้คะแนนประมาณ 6.0 และจะมีผู้สมัครสอบที่ยอดเยี่ยมเพียงไม่กี่คนที่จะได้คะแนนสูงกว่า 7.0 ดังนั้นคะแนน BMAT ที่ดีคือควรจะอยู่ที่ 7.0 สำหรับแต่ละส่วน สำหรับส่วนที่ 3 ข้อสอบจะถูกตรวจและให้คะแนนโดยผู้ตรวจสอบสองคน ผู้ตรวจสอบแต่ละคนให้คะแนนในสองส่วน ได้แก่ คะแนนสำหรับเนื้อหา (ในระดับคะแนน 0-5) และสำหรับคุณภาพของการเขียนภาษาอังกฤษ (ระดับ A, C, E) โดยทั่วไปผู้สมัครสอบจะได้คะแนนอยู่ที่ระดับ 3A ดังนั้นคะแนน BMAT ที่จะสู้กับขู่แข่งได้ในส่วนนี้ควรจะอยู่ที่ระดับ 3A

คะแนน BMAT ที่ดีสำหรับลีดส์อยู่ที่ประมาณเท่าไร ?

ลีดส์ไม่ได้กำหนดคะแนน BMAT ขั้นต่ำในการคัดผู้สมัครออก ลีดส์จัดอันดับผู้สมัครด้วยคะแนน BMAT โดยรวมเพื่อแยกผู้สมัครออกเป็น 5 กลุ่ม ผู้สมัครที่อยู่ใน 20% แรกจะได้รับการจัดอันดับให้อยู่ในระดับสูงสุดซึ่งได้รับ 5 คะแนน ผู้ที่อยู่ใน 20% สุดท้ายจะได้รับ 1 คะแนน คะแนน BMAT ทั้งหมดของนักเรียนคำนวณจากผลรวมของแต่ละส่วน ซึ่งส่วนที่ 3 คิดเป็นสัดส่วนครึ่งหนึ่งของส่วนอื่นๆ นั่นเป็นเพราะส่วนที่ 3 จะถูกพิจารณาอีกครั้งในระหว่างการสัมภาษณ์

คะแนน BMAT ที่ดีคือประมาณเท่าไร ?

โดยทั่วไปสำหรับส่วนที่ 1 และ 2 ผู้เข้าสอบจะได้คะแนนที่ประมาณ 5.0 ดังนั้นหากได้คะแนนที่ 6 หรือสูงกว่าในแต่ละส่วนจึงถือว่าสูง สำหรับส่วนที่ 3 คำตอบจะถูกตรวจและให้คะแนนโดยผู้ตรวจสอบสองคน ผู้ตรวจสอบแต่ละคนให้คะแนนในสองส่วน ได้แก่ คะแนนสำหรับเนื้อหา (ในระดับคะแนน 0-5) และสำหรับคุณภาพการเขียนภาษาอังกฤษ (ระดับ A, C, E) โดยทั่วไปผู้สมัครสอบจะได้คะแนนในระดับ 3A ซึ่งถือเป็นคะแนน BMAT ที่ดีสำหรับส่วนที่ 3

คะแนน BMAT ที่ดีคือประมาณเท่าไร ?

โดยทั่วไปสำหรับส่วนที่ 1 และ 2 ผู้เข้าสอบจะได้คะแนนที่ประมาณ 5.0 ดังนั้นหากได้คะแนนที่ 6 หรือสูงกว่าในแต่ละส่วนจึงถือว่าสูง สำหรับส่วนที่ 3 คำตอบจะถูกตรวจและให้คะแนนโดยผู้ตรวจสอบสองคน ผู้ตรวจสอบแต่ละคนให้คะแนนในสองส่วน ได้แก่ คะแนนสำหรับเนื้อหา (ในระดับคะแนน 0-5) และสำหรับคุณภาพการเขียนภาษาอังกฤษ (ระดับ A, C, E) โดยทั่วไปผู้สมัครสอบจะได้คะแนนในระดับ 3A ซึ่งถือเป็นคะแนน BMAT ที่ดีสำหรับส่วนที่ 3

คะแนนเฉลี่ยของการสอบ BMAT ในปี 2019 อยู่ที่เท่าไร ?

การสอบ BMAT แบ่งออกเป็นสามส่วน ได้แก่ ความถนัดและทักษะ (ส่วนที่ 1) ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และการประยุกต์ (ส่วนที่ 2) และการใช้ภาษาเขียน (ส่วนที่ 3) จากกราฟการแจกแจงของเดือนกันยายนและพฤศจิกายน ปี 2017 คะแนนเฉลี่ยสำหรับส่วนที่ 1 และ 2 มักจะอยู่ที่ประมาณ 5 สำหรับส่วนที่ 3 การให้คะแนนส่วนเรียงความจะแยกเป็นคะแนนสำหรับคุณภาพของเนื้อหาและคุณภาพของภาษาอังกฤษ กราฟการแจกแจงในปี 2019 แสดงคะแนนเฉลี่ยที่ 3A

คะแนนเฉลี่ยของการสอบ BMAT อยู่ที่เท่าไร ?

การสอบ BMAT แบ่งออกเป็นสามส่วน ได้แก่ ความถนัดและทักษะ (ส่วนที่ 1) ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และการประยุกต์ (ส่วนที่ 2) และการใช้ภาษาเขียน (ส่วนที่ 3) คะแนนเฉลี่ยสำหรับส่วนที่ 1 และ 2 มักจะอยู่ที่ประมาณ 5 สำหรับส่วนที่ 3 การให้คะแนนส่วนเรียงความจะแยกเป็นคะแนนสำหรับคุณภาพของเนื้อหาและคุณภาพของภาษาอังกฤษ กราฟการแจกแจงในปี 2019 แสดงคะแนนเฉลี่ยที่ 3A

การสอบ BMAT ใช้ยื่นเข้าศึกษาต่อมหาวิทยาลัยใดได้บ้าง ?

การสอบ BMAT ใช้ยื่นสมัครเพื่อเข้าศึกษาต่อในหลักสูตรแพทยศาสตร์หรือทันตแพทยศาสตร์ในมหาวิทยาลัยได้ทั่ว สหราชอาณาจักร สเปน เนเธอร์แลนด์ ไทย และมาเลเซีย มหาวิทยาลัยที่ต้องใช้ผลการสอบ BMAT ได้แก่ - Brighton & Sussex Medical School - University of Cambridge - Imperial College London - Keele University (สำหรับผู้สมัคร 'overseas for fees' เท่านั้น) - Lancaster University, Leeds' School of Medicine - University of Oxford Medical School (หลักสูตรแพทยศาสตร์บัณฑิตสำหรับการสอบในเดือนกันยายนเท่านั้น) - University College London และสถาบันนอกสหราชอาณาจักร - มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (ประเทศไทย) - มหาวิทยาลัยขอนแก่น (ประเทศไทย) - คณะแพทยศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (ประเทศไทย) - Lee Kong Chian School of Medicine (สิงคโปร์) - University of Leiden (เนเธอร์แลนด์) - สอบรอบเดือนกุมภาพันธ์เท่านั้น - มหาวิทยาลัยมหิดล (ประเทศไทย) - University of Navarra (สเปน) - Navamindradhiraj University faculty of Medicine - Nazarbayev University School of Medicine - University of Pécs, มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (ประเทศไทย) - จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (ประเทศไทย) - มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (ประเทศไทย) - มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ประเทศไทย)

UKCAT และ BMAT แตกต่างกันอย่างไร ?

เรื่องแรกที่แตกต่างกันคือจำนวนส่วนในข้อสอบ UKCAT ประกอบด้วย 5 ส่วน ได้แก่ การใช้ภาษาในเชิงวิเคราะห์ การตัดสินใจ การใช้เหตุผลเชิงปริมาณ การใช้เหตุผลเชิงนามธรรม และการตัดสินใจตามสถานการณ์ ในขณะที่การสอบ BMAT ประกอบด้วย 3 ส่วน คือ ความถนัดและทักษะ ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และการประยุกต์ และการใช้ภาษาเขียน ดังนั้นการสอบ UKCAT ใช้เวลามากกว่าการสอบ BMAT นอกจากนี้การสอบ UKCAT นั้นง่ายกว่า BMAT เนื่องจากข้อสอบ BMAT ประเมินความรู้และการแก้ปัญหา แต่ข้อสอบ UKCAT ประเมินความถนัดมากกว่าความรู้

ควรสอบ BMAT เมื่อไร ?

ต้องขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของผู้เข้าสอบ นอกจากนี้ยังมีอีกหลายปัจจัยที่ต้องคำนึงถึง ได้แก่ วันที่ที่สามารถเข้าสอบได้ และเวลาในการเตรียมตัวสอบ เป็นต้น ประการแรก ผู้เข้าสอบต้องตรวจสอบข้อกำหนดของมหาวิทยาลัยที่จะสมัครเพื่อเข้าศึกษาต่อ ประการที่สอง ผู้เข้าสอบควรวางแผนการเรียนก่อนตัดสินใจว่าจะสมัครสอบ BMAT ในรอบใด หากคิดว่าพร้อมที่จะสอบและมีเวลาเพียงพอสำหรับการเตรียมตัว ผู้สมัครสามารถสมัครสอบในรอบที่ต้องการได้เลย

 


Downlaod BMAT past papers 

The Insider is Guide to The BMAT Exam
https://goo.gl/jvxFsd

BMAT Past Papers 1
https://goo.gl/476qBY

BMAT Past Papers 2
https://goo.gl/6NnJZK

BMAT Past Papers 3
https://goo.gl/BQSyba

BMAT Past Papers 4
https://goo.gl/j8TJT6

 

อ่านต่อ