fbpx

BMAT คืออะไร วิธีสมัครสอบ BMAT 2021 Download ตัวอย่างข้อสอบ bmat

รวบรวมทุกเรื่อง BMAT 2021 ไม่ว่าจะเป็น bmat ยื่นที่ไหนได้บ้าง , bmat ยากไหม , วิธี สมัครสอบ bmat 64 และคอร์สเรียน BMAT รับรองผล ครบทุกเรื่องในคลิ๊กเดียว
084-942-4261

BMAT 2021 บทความนี้ได้รวบรวมทุกเรื่องเกี่ยวกับข้อสอบไม่ว่าจะเป็น ตารางสอบ bmat 2564 , ตัวอย่างข้อสอบ bmat , วิธี สมัครสอบ BioMedical Admissions Test 64 และเรื่องอื่นที่ไม่ควรพลาด

BMAT คือ ข้อสอบสำหรับผู้ที่ต้องการเข้าศึกษาต่อในหลักสูตรแพทย์หรือทันตแพทย์ โดยใช้ยื่นได้ทั้งแพทย์ภาคไทยและแพทย์อินเตอร์ (นานาชาติ)  หลายๆคนอาจสงสัยว่า BMAT ยื่นที่ไหน บอกได้เลยว่ายื่นได้ทั้งในและต่างประเทศ การสมัครสอบ BMAT จะขึ้นอยู่กับรอบสอบ โดยวิธีการสมัครสอบ BMAT นั้นมีทั้งให้สมัครออนไลน์ในเว็บไซต์ หรือบางรอบอาจกำหนดให้สมัครกับตัวแทนจัดสอบก็ได้ ศูนย์สอบ BMAT ในประเทศไทยมีอยู่ประมาณ 9 ศูนย์สอบ ค่าสอบ BMAT จะอยู่ที่ 7,000-9,000บาท โดยน้องๆ สามารถ Download แนวข้อสอบ BMAT หรือตัวอย่างข้อสอบย้อนหลัง 10 ปี ได้ที่เมนูด้านขวา

อยากเรียนต่อแพทย์อินเตอร์ เริ่มต้นอย่างไรดี

“อยากเรียนต่อแพทย์อินเตอร์ไหม”…เชื่อว่าน้องๆหลายคนคงจะแย่งกันยกมือกันเลยทีเดียว เพราะยุคสมัยนี้หลักสูตรแพทย์ อินเตอร์มาแรงจริงๆ นอกจากต้องเก่งวิชาทางด้านสายวิทย์แล้ว ยังต้องมีความสามารถด้านการใช้ภาษาอังกฤษอย่างรอบด้านอีกด้วย ทั้งการพูด การฟัง การเขียน และการอ่าน เราจึงเห็นหลักสูตรแพทย์ อินเตอร์ ขอคะแนน ( BMAT ) จากทั้งสองกลุ่มดังกล่าวเสมอๆ การขาดเพียงทักษะใดทักษะหนึ่งไปอาจจะยังถือว่าไม่พร้อมมากพอสำหรับการเรียนหลักสูตรนี้ เพราะฉะนั้นก็ต้องรีบฟิตๆกันหน่อยนะคะ

นอกจากกลุ่มคะแนนดังกล่าวแล้ว อีกหนึ่งคะแนนที่มีความสำคัญมากๆสำหรับหลักสูตรแพทย์ อินเตอร์ ก็คือคะแนน BMAT นั่นเองค่ะ บางคนอาจจะเคยได้ยินผ่านๆหูมาบ้าง แต่เชื่อว่ายังมีน้องๆอีกหลายคนที่อาจจะยังไม่ค่อยรู้จักข้อสอบตัวนี้เท่าไหร่นัก ซึ่งในวันนี้เราจะได้มาทำความรู้จัก BMAT กันแบบทะลุปรุโปร่ง และน้องๆจะต้องร้อง อ๋อ! โดยเฉพาะน้องๆที่เตรียมจะยื่นแพทย์อินเตอร์ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และมหาวิทยาลัยมหิดล ต้องห้ามพลาดนะคะ เพราะเจอข้อสอบตัวนี้แน่นอนค่ะ

BMAT ยากไหม ต้องสอบอะไรบ้าง

ข้อสอบ BMAT หรือ BioMedical Admissions Test ประกอบด้วย 3 ส่วน ดังนี้

  • Section 1: Aptitude and Skills เป็นส่วนที่วัดทักษะการแก้ปัญหา และการวิเคราะห์ข้อมูลต่างๆของผู้สอบ มีข้อสอบทั้งหมด 35 ข้อ เป็นคำถามแบบเลือกตอบ ให้เวลาทำข้อสอบ 60 นาที
  • Section 2: Scientific Knowledge and Applications เป็นส่วนที่วัดความสามารถในการประยุกต์ใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ครอบคลุมในรายวิชาฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา และคณิตศาสตร์ในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายช่วงประมาณ ม.4 ซึ่งความยาก-ง่ายจะพอๆกับ IGCSE ,  GCSE มีทั้งหมด 27 ข้อ ให้เวลาทำข้อสอบ 30 นาที และเป็นแบบเลือกตอบเช่นเดียวกันค่ะ
  • Section 3: Writing Task เป็นส่วนที่ต้องการวัดความสามารถในการเรียบเรียงจัดระบบความคิด และสื่อสาร ถ่ายทอดผ่านการเขียนที่รัดกุม กระชับ แต่เต็มไปด้วยประสิทธิภาพ ซึ่งในส่วนนี้จะมีคำถามให้เลือก 3 ข้อ ผู้เข้าสอบสามารถเลือกหัวข้อที่จะเขียนได้ 1 หัวข้อ ในเวลา 30 นาที
    น้องๆสามารถเข้าไปศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้นะคะว่าแต่ละ section มีรายละเอียดการออกข้อสอบอย่างไรบ้าง ทาง BMAT นั้นใจดีสุดๆ บอกได้ละเอียดมากๆ ตามลิงค์นี้ได้เลยค่ะ http://www.admissionstestingservice.org

BMAT คะแนนเต็มเท่าไหร่

BMAT คะแนนเต็ม 9 โดยมีรายละเอียด ดังนี้

  • คะแนน BMAT ใน Section ที่ 1 และ 2 มีคะแนนสูงสุดคือ 9 และต่ำสุดคือ 1 คะแนน ซึ่งโดยทั่วไปมหาวิทยาลัยอาจจะกำหนดไว้ประมาณ 5-6 คะแนน
  • คะแนน BMAT ใน Section ที่ 3 จะมีคะแนนสองแบบคือคะแนน 0-5 และคะแนนที่ระบุเป็น A, C, E โดยกรรมการที่ตรวจข้อสอบและให้คะแนนจะมีสองคน แต่ละคนจะให้คะแนนคนละ 2 แบบ คือให้ทั้งแบบตัวเลขและตัวอักษร จากนั้นจึงนำคะแนนดังกล่าวมาเฉลียออกมาเป็นหนึ่งคะแนนสุดท้าย ยกตัวอย่างเช่น คนหนึ่งให้คะแนน 4C ส่วนอีกคนให้คะแนน 4A คะแนนเฉลี่ยที่สรุปได้คือ 4B นั่นเองค่ะ

หลักการคิดคะแนน BMAT อย่างละเอียด

หลักการคิดคะแนนทางด้านเนื้อหา 1-5 คะแนน มีดังนี้

  • 1 คะแนน คือ การเขียนเนื้อหาที่พอได้แต่ตอบไม่ตรงประเด็น
  • 2 คะแนน คือ การเขียนที่ตรงประเด็นตามโจทย์ แแต่ขาดเนื้อหารายละเอียด ใจความสำคัญที่ชัดเจน
  • 3 คะแนน คือการเขียนที่ตอบทุกแง่มุมของคำถาม มีการสร้างข้อโต้แย้งที่สมเหตุผล แต่มีบางแง่มุม หรือข้อโต้แย้งทางแนวคิดที่ไม่เชื่อมโยงกัน
  • 4 คะแนน คือคำตอบที่มีการผิดพลาดเพียงเล็กน้อย ตอบตรงประเด็น มีการสร้างข้อโต้แย้งที่ดี การโต้แย้งแบบเป็นเหตุเป็นผล มีการจัดเรียงประโยคทีดี สอดคล้องกับโจทย์และเรื่องโต้แย้ง
  • 5 คะแนน คือคำตอบที่เยี่ยมที่สุด ชัดเจน ตรงประเด็นตามโจทย์ ไม่มีจุดบกพร่อง มีการเรียบเรียงประโยคแสดงแนวความคิดอย่างชัดเจน มีเหตุผล โดยพิจารณาจากประเด็นที่เกียวข้องอย่างกว้างๆ และนำไปสู่การสังเคราะห์หรือข้อสรุปที่น่าสนใจ

หลักการคิดคะแนนการใช้ภาษาอังกฤษ A, C, E

  • Band A หมายถึง การใช้ภาษาอังกฤษในระดับที่ดี โครงสร้างประโยคดี หลักไวยกรณ์ถูกต้อง เลือกใช้คำศัพท์ มีการสะกดคำได้ดี และมีเครื่องหมายวรรคตอน โดยรวมแล้วมีข้อผิดพลาดน้อยที่สุด
  • Band C หมายถึง การใช้ภาษาอังกฤษในระดับพอใช้ โครงสร้างประโยคเรียบง่ายไม่คลุมเคลือ การใช้คำศัพท์ หลักไวยกรณ์ การสะกดคำ และเครื่องหมายวรรคตอนที่เหมาะสม สมเหตุสมผล
  • Band E หมายถึง การใช้ภาษาอังกฤษที่คอนข้างอ่อน อ่านยาก โครงสร้างประโยคและหลักไวยกรณ์ไม่ถูกต้อง รวมไปถึงการใช้คำศัพท์และสะกดคำนั้นไม่ถูกต้องเช่นเดียวกัน

รู้จักข้อสอบ BMAT กันแล้ว หลายคนคงเริ่มกังวลกันแล้วว่าจะทำข้อสอบได้ไหม ดูเหมือนข้อสอบจะยากมากๆ บอกได้เลยว่าไม่ต้องกังวลค่ะ ตราบใดที่เราเตรียมตัวดีและพร้อมมากพอ เราจะสามารถจัดการกับข้อสอบได้ทุกรูปแบบ น้องๆหลายคนพื้นฐานอ่อน ไม่ถนัดวิชาในกลุ่มวิทยาศาสตร์ ฟิสิกส์ยังไม่ค่อยเข้าใจ เคมีไม่ถนัด ชีววิทยาก็อ่านไม่ไหวเพราะเนื้อหาเยอะมากๆ ยิ่งคณิตศาสตร์ยิ่งงานหนัก คิดเลขช้ามาก และพื้นฐานของเลขเองก็ไม่แน่นมาก บางคนกังวลเกี่ยวกับภาษา เพราะข้อสอบเป็นภาษษอังกฤษทั้งหมด คำศัพท์ธรรมดาทั่วไปก็ว่ายากแล้ว กับการต้องมาเจอคำศัพท์เฉาะในรายวิชานั้นๆ แถมด้วยการเขียนตอบในพาร์ท Writing Task ซึ่งต้องใช้ทักษะทางภาษาอังกฤษค่อนข้างสูง ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนเเป็นสิ่งที่สร้างความกดดันให้กับน้องๆได้มากทีเดียว

 


BMAT ยื่นที่ไหนได้บ้าง

BMAT หรือ BioMedical Admission Test ยื่นได้หลากหลายมหาวิทยาลัย ทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยหากเป็นในประเทศไทยนั้น เรามักจะเห็นการขอคะแนน BMAT ทั้งจากหลักสูตรไทยและหลักสูตรนานาชาติ โดยมหาวิทยาลัยและคณะที่มีการรับคะแนน BMAT มีดังต่อไปนี้

มหาวิทยาลัย คณะ หลักสูตร
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ คณะแพทยศาสตร์ แพทยศาสตร์บัณฑิต
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะแพทยศาสตร์ แพทยศาสตร์บัณฑิต
มหาวิทยาลัยขอนแก่น คณะแพทยศาสตร์ แพทยศาสตร์บัณฑิต
คณะทันตแพทยศาสตร์ ทันตแพทยศาสตร์บัณฑิต
มหาวิทยาลัยมหิดล คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี แพทยศาสตร์บัณฑิต
M.D., M.Eng program
(Biomedical Engineering)
คณะทันตแพทยศาสตร์ ทันตแพทยศาสตร์บัณฑิต
(หลักสูตรนานาชาติ)
มหาวิทยาลัยนวมินทราธรราช คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล แพทยศาสตร์บัณฑิต
มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ โครงการร่วมระหว่าง
คณะแพทยศาสตร์
มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
และ
คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนอตติงแฮม
สหราชอาณาจักร
แพทยศาสตร์บัณฑิต
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี สำนักวิชาแพทยศาสตร์ แพทยศาสตร์บัณฑิต
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วิทยาลัยแพทยศาสตร์นานาชาติจุฬาภรณ์ ทันตแพทยศาสตร์บัณฑิต
(หลักสูตรทวิภาษา)
แพทยศาสตร์บัณฑิต
(ภาคภาษาอังกฤษ)

 


วิธีสมัครสอบ BMAT ต้องทำอย่างไร

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่าการสอบ BMAT นั้นในแต่ละประเทศทั่วโลกจะมีตัวแทนหรือ Authorized Agent ที่จัดการทดสอบ BMAT โดยเฉพาะอยู่ ซึ่งหลายคนอาจจะยังไม่รู้วิธีการค้นหาว่าเราสามารถไปสอบ BMAT ได้ที่ไหนในประเทศไทยบ้าง ดังนั้นลองมาดูกันอย่างละเอียดโดยการเข้าเว็บไซต์กลางของ BMAT ตามลิงค์นี้เลยค่ะ https://www.admissionstesting.org/find-a-centre/

1.ค้นหาศูนย์สอบที่สะดวกที่สุด เข้าเว็บไซต์ตามลิงค์ด้านบน จะเจอหน้า Find a test centre ซึ่งเป็นหน้าหลักที่เราจะใช้ค้นหาข้อมูลศูนย์สอบที่ใกล้และสะดวกที่สุดสำหรับเรา
2. ค้นหาศูนย์สอบตามพื้นที่ของผู้สอบ เลื่อนลงมาด้านล่างจะเจอ “Search for an authorised test centre” และจะเห็นรูปแผนที่ในทวีปต่างๆ ทั่วโลก ซึ่งแนะนำให้เราใส่ข้อมูลตามที่วงกรอบสีแดงเอาไว้

  • จากนั้นเลือก Country ซึ่งเราก็จะเลือกเป็น Thailand
  • ในแท็ปขวามือถัดมาเป็น Select a region/province คือ การเลือกภูมิภาค ซึ่งใครอยู่ภาคไหนก็ควรเลือกภาคนั้น เช่น อยู่กรุงเทพฯและปริมณฑล ก็ควรเลือก Central Thailand อยู่ขอนแก่น ควรเลือก Northeastern Thailand อยู่เชียงใหม่ เชียงราย ควรเลือก Northern Thailand และอยู่ภาคใต้อย่างภูเก็ต สงขลา ควรเลือก Southern Thailand
  • ช่องสุดท้าย เป็น Select a city ซึ่งเป็นการเลือกจังหวัดที่สอบ หลังจากนั้นก็คลิ๊ก Search ให้ระบบทำการค้นหาให้

**บางพื้นที่อาจจะมีหลายจังหวัดให้เลือก ดังนั้นเลือกที่ๆ ใกล้และสะดวกที่สุดสำหรับผู้สอบจะดีที่สุด

 

ศูนย์สอบ BMAT ที่ได้รับการรับรองจาก Cambridge Assessment ในประเทศไทย

หลังจากทราบแล้วว่าวิธีค้นหาศูนย์สอบที่ง่ายที่สุดทำอย่างไร คราวนี้เรามาดูว่าศูนย์สอบในเมืองไทยนั้นมีกี่แห่งและที่ไหนบ้าง

ศูนย์สอบ BMAT รายละเอียด
ภาคกลาง
กรุงเทพฯ Bangkok Capwise (TH264) โทร +66816822851
British Council Bangkok (TH001) โทร +026575631
Cicm Thammasat University (TH670) โทร +66 0805858844
ชลบุรี Capwise Chonburi (TH269) โทร +66816822851
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
นครราชสีมา Capwise Nakhon Ratchasima (TH30) โทร +66816822851
ขอนแก่น Khon Kaen Capwise (TH266) โทร +66816822851
ภาคเหนือ
เชียงใหม่ Chiang Mai Capwise (TH265) โทร +66816822851
พิษณุโลก Capwise Phitsanulok (TH270) โทร +66816822851
ภาคใต้
ภูเก็ต British International School Phuket (TH109) โทร +6676335555
ภูเก็ต Headstart International School (TH068) โทร +66 0 76 612 875
สงขลา Songkhla Capwise (TH267) โทร +66816822851

 

ข้อควรรู้ก่อนการลงทะเบียนสมัครสอบ BMAT

ทาง Cambridge Admission ได้แจ้งไว้ในหน้าเว็บกลางว่า แต่ละศูนย์สอบนั้นอาจจะมีหมายกำหนดการในการเปิด-ปิดรับสมัครที่ต่างกัน ดังนั้นหากเราสมัครที่ศูนย์ไหนก็ควรหมั่นตรวจเช็คข้อมูลจากศูนย์นั้นเป็นหลัก เนื่องจากในหน้าเว็บไซต์หลักของ Cambridge Admission จะไม่มีการแจ้งเวลาการรับสมัครที่แน่นอนของแต่ละศูนย์สอบ บางศูนย์สอบอาจจะมีผู้ใช้บริการเยอะ และมีการจำกัดจำนวนในการรับผู้สมัคร ดังนั้นแนะนำให้รีบสมัครและเช็คสิทธิ์ในการสอบตั้งแต่เนิ่นๆ การลงทะเบียนในแต่ละศูนย์นั้นอาจจะแตกต่างกัน ไม่ตายตัว บางแห่งสามารถลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์ได้ บางแห่งอาจจะให้กรอกแบบฟอร์มเป็นเอกสาร แล้วอัพโหลดใบสมัครส่งไปอีกที แต่โดยหลักการแล้วข้อมูลที่ต้องใช้ในการลงทะเบียนมักจะคล้ายคลึงกัน ซึ่งทาง Cu Tutor ได้นำเอาใบสมัครที่เป็นมาตรฐานมาอธิบายอย่างเจาะลึกดังต่อไปนี้

 

ขั้นตอนการสมัคร BMAT ประเภทกรอกแบบฟอร์ม

  1. ส่วนใหญ่จะให้ดาวน์โหลดใบสมัคร โดยในเคสตัวอย่างเป็นของ CICM ซึ่งดาวน์โหลดได้ที่ www.cicm.tu.ac.th
  2. กรอกข้อมูลให้ครบถ้วน ลงชื่อ และระบุวันที่สมัคร
  3. พิมพ์เอกสาร Pay in Slip เพื่อชำระเงิน
  4. ส่งสำเนาใบสมัครและหลักฐานการชำระเงินภายในระยะเวลาที่กำหนด
  5. ตรวจสอบข้อมูล การชำระเงิน และหลักฐานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดอีกครั้ง

 

1.BMAT registeration form หน้าที่ 1

  • จากตัวอย่างจะเป็นการสมัครของปี 2020 ซึ่งคาดว่าในปี 2021 นั้นข้อมูลไม่น่าจะต่างกันมากซักเท่าไหร่
  • Centre Details เป็นข้อมูลกลาง ซึ่งในที่นี้เลือกศูนย์สอบเป็น CICM ธรรมศาสตร์ ซึ่งมีรายละเอียดตั้งแต่ที่อยู่ เบอร์โทร อีเมล์ของทางศูนย์สอบ
  • Candidate Details ในส่วนนี้เป็นการกรอกข้อมูลส่วนตัวของผู้สมัคร ดังนั้นแนะนำให้ใส่ข้อมูลให้ครบถ้วน โดยควรระมัดระวังการใส่สลับตำแหน่งระหว่าFamily name (นามสกุล) และ First name (ชื่อ)
2.BMAT registeration form หน้าที่ 2 และ หน้าที่ 3

ในหน้าที่ 2 นั้นให้เราเลือกติ๊กช่องสถาบันที่เราต้องการสมัครเรียน โดยแต่ละช่องจะมีข้อมูลดังต่อไปนี้

  • ช่องแรกจะเป็นชื่อมหาวิทยาลัยหรือสถาบันที่เราต้องการเลือกศึกษาต่อ
  • ช่องกลาง Course Code จะเป็นรหัสย่อ โดยหากเราเลือกสถาบันไหน ให้ติ๊กช่องสี่เหลี่ยมในช่องนั้น
  • ช่องสุดท้ายเป็น Course ซึ่งหมายถึง คณะหรือสาขาวิชาที่เลือกเรียน
  • Other ในช่องล่างสุดของหน้าที่ 3 สามารถกรอกได้ในกรณีที่ไม่มีรายชื่อสถาบันที่ต้องการสมัครอยู่ในลิสต์ที่มีมาให้
3.BMAT registeration form หน้าที่ 4

ในหน้านี้จะเป็นรายละเอียดเรื่องของค่าใช้จ่ายและ Access Arrangements รวมกันอยู่ในหน้าเดียวกัน

  • Maximum of 25% extra time ส่วนนี้สำหรับคนที่พิการมีความบกพร่อง หรือป่วยและไม่สบาย จำเป็นต้องขยายเวลาในการสอบเพิ่มเติม โดยสูงสุดอยู่ที่ 25%
  • ในช่อง Reason for Access Arrangement request เราต้องมีการใช้หลักฐานมายืนยันในกรณีที่มีปัญหาทางร่างกาย อาทิเช่น ใบรับรองแพทย์
  • Examination admission fee ซึ่งเป็นรายละเอียดค่าสอบที่ 6,500 บาท (ปี 2020)
  • ค่า Late admission เป็นค่าใช้จ่ายในกรณีที่สมัครล่าช้า โดยจะต้องจ่ายเพิ่มอีกต่างหากที่ 2,000 บาท
  • ข้อมูลในหน้านี้ทั้งหมดนี้ให้เราเลือกตอบและเลือกติ๊กตามที่เราได้ทำการชำระและสมัครไป หากไม่มีข้อล่าช้าก็ไม่ต้องเสียค่าบริการใดๆ เพิ่มเติม
4.BMAT registeration form หน้าที่ 5

ในหน้านี้จะเป็นการอธิบายเรื่องของ Data Protection และการยินยอมในการตรวจสอบข้อมูลของผู้สมัครว่าถูกต้องและเป็นจริงทุกประการ โดยสามารถอ่านข้อมูลทั้งหมดได้ในไฮไลท์สีแดง ซึ่งจากข้อกำหนดของการสมัครครั้งนี้ หากผู้สมัครมีการบิดเบือนข้อมูลก็อาจจะทำให้เสียสิทธิ์ในการสอบได้ หลังจากอ่านอย่างละเอียดแล้วอย่าลืมลงชื่อพร้อมวันที่ในวงกลมด้านล่าง

 

ขั้นตอนการสมัคร BMAT ประเภทสมัครผ่านหน้าเว็บ

โดยทั่วไปสถาบันที่จัดสอบในประเทศมักจะใช้ทั้งการกรอกแบบฟอร์ม รวมถึงการลงทะเบียน BMAT ผ่านหน้าเว็บไซต์ของตัวสถาบัน ซึ่งในกรณีที่เป็นการสมัครผ่านหน้าเว็บไซต์นั้น โดยหลักแล้วเราจะต้องทำการ Sign up หรือสมัครเป็นสมาชิกของเว็บไซต์นั้นเสียก่อน ถึงจะดำเนินการลงทะเบียนได้ โดยตัวอย่างการสมัครในหน้าเว็บไซต์จะเป็นของสถาบัน Capwise

1. Timeline ข้อมูลในหน้านี้จะเป็น Timeline การสอบ BMAT รอบเดือนพฤศจิกายน 2020 ซึ่งจะแจกแจงรายละเอียดของวันที่ตั้งแต่เริ่มการสมัคร การสอบ ไปจนถึงแจ้งผลสอบ
2.Sign Up เริ่มจากการ Sign Up โดยลงทะเบียนด้วยอีเมล์และตั้งค่า Password ของเราเสียก่อน ด้านล่างจะเป็นรายละเอียด Data Protection และ Consent เช่นเดียวกับการกรอกแบบฟอร์มด้านบน
3.Personal Info หลังจากกด Register ที่ด้านบนแล้ว ต่อจากนั้นจะเป็นการกรอกข้อมูลส่วนตัว หรือ Personal Info ซึ่งเป็นการกรอกรายละเอียดเกี่ยวกับตัวเอง แนะนำให้พิมพ์และเช็คข้อมูลให้ดีก่อนที่จะทำหน้าต่อไป
4.University จะเห็นได้ว่าหลังจากใส่ Personal Info เสร็จแล้ว ข้อมูลในส่วนถัดไปจะเป็นการเลือกสถาบันที่เราต้องการสมัคร เช่นเดียวกับการกรอกแบบฟอร์มด้านบน
5.Access Arrangement ในหน้านี้จะใช้เป็นกรณีเฉพาะสำหรับผู้มีความบกพร่องหรือพิการ โดยสามารถเลือกความต้องการหรือแนวทางในการช่วยเหลือระหว่างสอบได้ตามรายละเอียดในลิสต์เลย หากต้องการข้อไหนก็ให้ติ๊กลงไปในช่องนั้น
6.Select Test Center จะเป็นการเลือกสนามสอบตามที่เราสะดวก โดยเลือกจากลิสต์รายชื่อจังหวัดต่างๆ ได้เลย นอกจากนี้ในแต่ละจังหวัดจะแจ้งสถานที่ในการสอบให้ทราบด้วย เช่น กรุงเทพฯ สอบที่ JJ Mall แต่ข้อมูลของห้องสอบจะยังไม่แสดง
6.การชำระเงิน  สามารถเลือกชำระเงินผ่านแอพลิเคชั่น หรือโอนจ่ายผ่านเคานต์เตอร์ธนาคารได้

** หลังจากระบบได้รับการชำระเงินของเราแล้ว ส่วนใหญ่จะส่งอีเมล์ยืนยันมาให้เราอีกครั้ง ดังนั้นอย่าลืมเช็ค inbox ให้ดีๆ หลังจากกรอกข้อมูลและทำการชำระเงินเรียบร้อยแล้ว

 

สรุปเช็คลิสต์ที่สำคัญสำหรับการสมัครและดูผลการสอบ BMAT

หัวข้อ รายละเอียด
รายละเอียดสำคัญในการลงทะเบียน BMAT ข้อมูลส่วนตัว ชื่อ ที่อยู่ หมายเลขโทรศัพท์ อีเมล์ หมายเลขประจำตัวบัตรประชาชน สถาบันและคณะที่ต้องการสอบเข้าเรียนต่อ
การลงทะเบียน เลือกสถานที่ๆ ต้องการสอบ จากนั้นเริ่มทำการลงทะเบียน
ผู้สมัครต้องลงทะเบียนสมัครสอบ BMAT โดยเลือกจากรายชื่อสถาบันที่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นตัวแทนอย่างเป็นทางการของ Cambridge Admission โดยจะเลือกลงทะเบียนสมัครผ่านเว็บไซต์ หรือใช้การกรอกแบบฟอร์มแล้วส่งกลับก็ได้ ขึ้นอยู่กับการดำเนินการของสถาบันที่จัดสอบ
ข้อมูลที่ได้เตรียมไว้เบื้องต้นต่างๆ จะต้องนำมากรอกซึ่งจะเป็นรายละเอียดทั่วไป เช่น ชื่อ วันเกิด เพศ ที่อยู่ พร้อมทั้งชื่อสถาบัน คณะ ที่ต้องการศึกษาต่อ
ทำการชำระเงินตามที่ระบบแจ้งไว้ พร้อมกับส่งมอบหลักฐานในการชำระเงิน หลังจากนั้นรออีเมล์การยืนยันยอดชำระเงิน
วิธีเช็คผลสอบ BMAT ผู้สมัครสามารถเช็คคะแนนและผลการสอบได้ตั้งแต่วันที่ 26 พฤศจิกายน 2021 โดยจะสามารถดูผลสอบโดยล็อกอินเข้าระบบ Metritests https://www.metritests.com/metrica/default.aspx ซึ่งจะได้รับรายละเอียดอีกครั้งในวันที่ทำการสอบ ** ผลคะแนนจะไม่ถูกส่งไปยังศูนย์/สถาบันที่เราได้ไปสอบ แต่จะเช็คได้ผ่านทางระบบ Metritests เท่านั้น
การเช็คผลสอบที่ Metritests เข้าไปในหน้าเว็บไซต์ Metritests ตามลิงค์ด้านบน จากนั้นกรอกข้อมูลของผู้สมัครสอบ ซึ่งเราจะได้รายละเอียดการเข้าระบบ Metritests ตามเอกสารข้อมูลที่จะได้รับในวันสอบ จากนั้นคลิ๊กเลือกผลทดสอบ โดยเลือก “Share Results”

เลือกสถาบันที่เราต้องการรับผลลัพธ์ โดยเลือกเมนูภายใต้ “Institution Name” หรือชื่อสถาบัน จากนั้นเลือกเมนู “Course Details” หรือรายละเอียดหลักสูตร เสร็จแล้วให้กดบันทึก โดยภายหลังจากนี้สถาบันที่เราเลือกไว้จะสามารถเข้าถึงผลลัพธ์คะแนนสอบได้โดยอัตโนมัติเมื่อมีการประกาศผลคะแนนอย่างเป็นทางการ

ก่อนผลคะแนนจะประกาศ เราสามารถเพิ่มหรือลบสถาบันที่เลือกได้ แต่ถ้าหากผลคะแนนออกแล้ว เราจะไม่สามารถเปลี่ยนแปลง ลบสถาบันหรือหลักสูตรออกได้ ซึ่งจะทำให้สถาบันที่เราลงชื่อไว้นั้นได้รับผลลัพธ์คะแนนของเราทันที
ข้อควรรู้เกี่ยวกับการใช้ผลสอบ BMAT ผู้สมัครสอบจะสามารถสอบ BMAT ได้เพียงแค่ครั้งเดียวในรอบการรับสมัคร เนื่องจากสถาบันพิจารณาว่าการทดสอบ BMAT สองครั้งนั้นไม่เป็นธรรม ดังนั้นหากเราเลือกที่จะสอบ BMAT แบบสองครั้งเช่น ในเดือนกันยายนและพฤศจิกายน ผลคะแนนที่เราสอบทั้งสองครั้งนั้นจะถูกนำไปเผยแพร่ไปยังสถาบันที่เราสมัคร และสร้างความสับสนได้
ผลสอบและคะแนนสอบของ BMAT นั้นจะใช้ได้ปีต่อปีเท่านั้น ซึ่งส่วนใหญ่จะนำไปใช้ในเฉพาะปีที่ผู้สมัครทำการสอบเท่านั้น และไม่สามารถนำไปใช้ในการสมัครซ้ำได้ นอกจากนี้หากเรามีการทดสอบ BMAT ในปีถัดไป คะแนนเก่าจะไม่ถูกนำมาใช้พิจารณา และสถาบันจะต้องอิงคะแนนสอบใหม่เป็นหลัก

 


สนามสอบ BMAT

สนามสอบ bmat
สนามสอบ bmat

ภาพรวมข้อสอบ BMAT

ใครที่ใฝ่ฝันอยากเป็นหมอหรืออยากต่อแพทย์และทันตแพทย์นั้น น่าจะเคยได้ยินการสอบของ BMAT หรือ Biomedical Admissions Test กันมาบ้างแล้ว ซึ่งแนวทางการสอบของ BMAT นั้นคิดค้นและพัฒนาโดย Cambridge Assessment Admissions Testing ซึ่งถือว่ามีมารตราฐานในระดับสากล ดังนั้นนอกจากผลสอบ BMAT จะใช้เรียนต่อแพทย์ในไทยได้แล้ว ยังใช้ในการสมัครเรียนต่อในต่างประเทศได้อีกด้วย โดยประเทศยอดฮิตที่รับผล BMAT มีอยู่หลายแห่งอาทิเช่น อังกฤษ ยุโรป (บางประเทศ) มาเลเซีย และสิงคโปร์ ดังนั้น CHULATUTOR จึงข้ออาสามาช่วยแนะแนวด้วยข้อสอบที่อัดแน่นและเน้นคุณภาพให้คุณพร้อมที่สุดในการสอบ BMAT ครั้งต่อไป

ข้อควรรู้เกี่ยวกับการสอบ BMAT

หัวข้อ รายละเอียด
BMAT ใช้วัดผลทางด้านไหน? BMAT คือ การสอบวัดทักษะความสามารถซึ่งนำมาใช้เป็นส่วนหนึ่งในการสมัครเข้าเรียนต่อทางด้านการแพทย์ วิทยาศาสตร์ชีวการแพทย์และทันตกรรม ตัวข้อสอบจะคล้ายกับการสอบ UKCAT (University Clinical Aptitude Test) แต่มีความยากกว่า เพราะเน้นความรู้ทางวิชาการอย่างเข้มข้น และเน้นการทดสอบเพื่อวัดผลทักษะการแก้ปัญหาอีกด้วย
ทักษะสำคัญที่ต้องใช้ในการสอบ BMAT
  • สามารถอ่านเขียนและเข้าใจภาษาอังกฤษได้อย่างคล่องแคล่ว เนื่องจากโจทย์เป็นภาษาอังกฤษ
  • สามารถทำข้อสอบได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ เพราะมีเวลาสอบเพียง 2 ชั่วโมงเท่านั้น
  • สามารถคิดเลขในใจอย่างง่ายๆ ได้
  • สามารถอ่านข้อมูลเชิงปริมาณที่เป็นตัวเลขหรือกราฟได้อย่างเข้าใจ
  • สามารถสรุปจากข้อมูลเชิงปริมาณ และนำมาใช้กับบริบทเฉพาะหรือเชิงสมมุติฐานได้
  • มีทักษะในการคิดเชิงตรรกะเพื่อใช้ในการวิเคราะห์โจทย์และข้อสอบเชิงตัวเลขได้
  • มีความสามารถในการสื่อสารข้อมูล เพื่อแสดงความเข้าใจ การตีความ และนำเสนอข้อโต้แย้งโดยใช้การเขียนภาษาอังกฤษที่ชัดเจนอย่างเหมาะสมในการตอบคำถามได้
  • สามารถใช้ความคิดแบบเป็นกระบวนการและหลักการ รวมถึงคิดเชิงวิเคราะห์แบบเวชปฏิบัติอิงหลักฐาน (Eveidence based) ได้
โครงสร้างข้อสอบ BMAT การสอบ BMAT แบ่งออกเป็น 3 ส่วนคือ Section 1, 2 และ 3 เวลาในการสอบทั้งหมดคือ 2 ชั่วโมง โดยข้อสอบมีทั้งปรนัย (Multiple Choice) และการเขียนตอบแบบ Short Essay
BMAT Section 1 จะเน้นเรื่อง Thinking Skills หรือวิธีการคิด ซึ่งจะให้เวลาในการสอบ 60 นาที ในส่วนนี้ต้องการวัดผลและทักษะในการแก้ปัญหา การทำความเข้าใจข้อโต้แย้ง และการวิเคราะห์ข้อมูลและการอนุมาน จะเป็นคำถามแบบปรนัยจำนวน 32 ข้อ โดยใน Section 1 จะแบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ ส่วนที่ 1 คือ Problem Solving หรือโจทย์ที่ให้ผู้สอบแก้ปัญหาเชิงคำนวณอย่างง่ายๆ มีจำนวน 16 ข้อ โดยจะเน้นทักษะและความสามารถในการเลือกข้อมูลที่เกี่ยวข้อง ระบุความคล้ายคลึงกัน กำหนดและใช้ขั้นตอนที่เหมาะสม ส่วนที่ 2 คือ Critical Thinking หรือการคิดเชิงวิเคราะห์โดยใช้วิจารณญาณ จะเป็น 16 ข้อที่เหลือ โดยโจทย์ต้องการเน้นทักษะในการคิดเชิงตรรกะและวัดความสามารถในการสรุปผล ระบุสมมติฐาน การให้เหตุผล การคิดแบบโต้แย้ง และการคิดแบบใช้หลักการ
BMAT Section 2 ส่วนที่ 2 จะเป็น Scientific Knowledge and Applications ซึ่งแนวทางของข้อสอบต้องการวัดผลทางด้านความรู้ทางวิทยาศาสตร์และการประยุกต์ โดยในส่วนนี้ให้เวลาทั้งหมด 30 นาที จำนวน 27 ข้อ ซึ่งคำถามจะเน้นในเรื่องของเนื้อหาที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์แบบทั่วไป และวิชาคณิตศาสตร์ในระดับมัธยมศึกษา คำถามจะอยู่ในรูปแบบปรนัย และไม่สามารถใช้เครื่องคิดเลขได้ โดยคำถามต่างๆ จะเน้นในเรื่องต่างๆ ดังต่อไปนี้คือ ชีววิทยามีคำถามจำนวน 7 ข้อ เคมีจะมีคำถามจำนวน 7 ข้อ ฟิสิกส์ มีคำถามจำนวน 7 ข้อ คณิตศาตร์ มีคำถามจำนวน 6 ข้อ
BMAT Section 3 ส่วนที่ 3 จะเป็นข้อสอบแบบ Writing หรือการเขียนตอบแบบ Short Essay โดยให้เวลาในการทำ 30 นาที ซึ่งผู้สอบสามารถเลือกตอบได้ 1 ข้อจากจำนวน 3 ข้อ แนวทางข้อสอบจะเป็นคำถามตามหัวข้อที่น่าสนใจทั่วไปทางวิทยาศาสตร์หรือทางการแพทย์ ซึ่งคำตอบที่ต้องการจะเน้นองค์ประกอบดังต่อไปนี้

  • คำอธิบาย เช่น ขอให้ผู้สอบอธิบายข้อเสนอแนะหรือผลลัพธ์จากโจทย์
  • นำเสนอข้อโต้แย้ง ผู้สอบอาจจะต้องนำเสนอข้อมูลอีกด้านหนึ่ง พร้อมเหตุผลเชิงตรรกะเพื่อใช้ในการโต้แย้ง
  • การประนีประนอมของ ผู้สอบอาจจะต้องเสนอข้อมูลบางอย่างเพื่อเน้นสร้างความเป็นกลาง
คำแนะนำ เนื่องจากไม่อนุญาตให้ใช้เครื่องคิดเลข ดังนั้นผู้สอบที่ไม่ถนัดคณิตศาสตร์ควรเตรียมตัวและฝึกซ้อมมาอย่างดี นอกจากนี้ในส่วนของ Section 3 นั้นถือเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้สอบได้แสดงความสามารถในการคิดและวิเคราะห์ ดังนั้นจึงต้องใช้การเขียนสื่อสารภาษาอังกฤษที่อ่านได้เข้าใจง่าย กระชับ ถูกต้องและแม่นยำ รวมถึงแสดงให้เห็นการคิดเชิงตรรกะจากทางผู้สอบด้วยเช่นกัน

 

ตัวอย่างข้อสอบ BMAT Section 1 – Thinking Skills

สำหรับ Section 1 นั้นให้เวลาเยอะกว่าส่วนอื่นก็จริง คือ 60 นาที แต่ก็มีจำนวนข้อสอบที่เน้นการใช้ตรรรกะในการคิดวิเคราะห์อยู่เกือบในทุกๆ ข้อ ที่สำคัญมีจำนวนข้อสอบถึง 32 ข้อเลยทีเดียว

คำถามและผลลัพธ์ที่ต้องการ

คำถามข้อนี้เป็นคำถามเชิง Problem-solving โดยโจทย์ในข้อนี้จะถามว่า Ruby จะมีเงินเพิ่มขึ้นหรือลดลงเท่าไหร่สำหรับการซื้อแล็ปท็อปในราคา 1,500 ปอนด์ ให้ได้ภายในหนึ่งสัปดาห์ก่อนที่วันหยุดของเธอจะหมดลง

ข้อมูลที่โจทย์ให้มา

  • แล็ปท็อปที่ Ruby อยากซื้อราคา 1,500 ปอนด์
  • ต้องซื้อให้ได้ก่อนวันหยุดจะหมดลงใน 1 สัปดาห์
  • Ruby นั้นมี 12 สัปดาห์สำหรับวันหยุดฤดูร้อน และเธอหยุดพักผ่อนเป็นเวลา 4 สัปดาห์
  • Ruby มีรายได้ 6 ปอนด์ต่อชั่วโมง และทำงาน 6 ชั่วโมงทุกวันหลังจากที่เธอกลับมาจากเธอช่วงวันหยุด

คำตอบ

จากภาพคำตอบข้อ 1 คำตอบ A เป็นคำตอบที่ถูกต้อง เราทราบว่า Ruby หาเงินได้ 6 ปอนด์ต่อชั่วโมง และ Ruby จะทำงาน 6 ชั่วโมงทุกวันตลอดสัปดาห์ที่เธอกลับมาจากวันหยุด เราจึงเห็นว่าในตัวเฉลยจึงเริ่มที่การค้นหาว่า Ruby ทำงานที่กี่สัปดาห์ จากนั้นถึงจะทราบว่า Ruby ทำงานทั้งหมดกี่วัน และค่อยนำไปคิดต่อเป็นจำนวนชั่วโมง เพื่อคำนวณหาจำนวนเงินที่ Ruby จะหาได้จากการทำงานทั้งหมด จะเห็นได้ว่า Ruby นั้นมีเงินเกินมาจากค่าแล็ปท็อปที่เธออยากจะซื้ออีกด้วย

 

ตัวอย่างข้อสอบ BMAT Section 1 – Thinking Skills

คำถามและผลลัพธ์ที่ต้องการ

คำถามข้อนี้เป็นคำถามเชิง Critical Thinking ต้องการให้เราคิดเชิงวิเคราะห์เพื่อเลือกคำตอบที่ถูกต้องที่สุด โดยโจทย์พูดถึงผู้ป่วยเด็กที่เป็นโรคหอบหืด และต้องการทราบข้อสรุปจากข้อมูลทั้งหมด โดยเราต้องเลือกคำตอบที่เหมาะสมที่สุดจาก A – E

ข้อมูลที่โจทย์ให้มา

จำนวนผู้ป่วยโรคหอบหืดในเด็กเพิ่มสูงขึ้น โดยทั่วไปมีความเชื่อว่าประชากรที่อาศัยและใช้ชีวิตอยู่ในเมืองใหญ่มีโอกาสเป็นโรคหอบหืดมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม ข้อมูลที่พบนั้นกลับตรงกันข้าม เพราะพบว่าอาการโรคหอบหืดส่วนใหญ่นั้น เด็กในเมืองเป็นโรคหอบหืดน้อยกว่าเด็กตามชนบท ซึ่งวัดความแตกต่างที่สัมพันธ์กันกับโรคหอบหืดได้จากน้ำหนักตัว โดยเด็กที่มีน้ำหนักตัวเยอะมากที่สุด มักจะประสบกับปัญหาโรคหอบหืดและหายใจแบบเสียงดังหวีดมากที่สุด นอกจากนี้ยังพบว่าปริมาณการออกกำลังกายที่สามารถช่วยลดน้ำหนักของเด็กๆ นั้นลดลงอย่างเห็นได้ชัดอีกด้วย

คำตอบ

คำตอบคือข้อ A โดยจากการอธิบายของข้อเฉลยนั้นจะเน้นให้เราทำสรุปเป็นประโยคสั้นๆ ไว้ก่อนเลย โดยสามารถสรุปใจความเนื้อหาได้ว่า จำนวนเด็กที่ป่วยเป็นโรคหอบเพิ่มมากขึ้นอาจเนื่องมาจากการออกกำลังกายของเด็กนั้นลดลง (เด็กที่หนักที่สุดเป็นโรคหอบหืดมากที่สุด)

ข้อ B ไม่ถูกต้อง เนื่องจากเป็นการบ่งชี้ถึงการเพิ่มขึ้นของเด็กที่ป่วยเป็นโรคหอบหืดในสังคม ซึ่งไม่มีการเจาะจงหรืออธิบายเหตุผลเพิ่มเติม

ข้อ C ไม่ถูกต้อง เนื่องจากไม่ได้มีการอธิบายเรื่องของการมี “สุขภาพที่ดี” สัมพันธ์กับเคสที่ป่วยเป็นหอบหืด นอกจากนี้ไม่มีข้อบ่งบอกถึงการเชื่อมโยงระหว่างการใช้ชีวิตอยู่ในชนบทและในตัวเมืองทำให้เกิดการเสี่ยงในเรื่องของโรคหอบหืดได้มากกว่ากัน

ข้อ D ไม่ถูกต้อง เพราะโจทย์ไม่ได้สื่อถึงว่าทำไมเด็กถึงไม่ชอบออกกำลังกาย

ข้อ E ไม่ถูกต้องเพราะไม่ได้มีการอธิบายว่าเด็กที่มีน้ำหนักน้อยจะเสี่ยงเป็นโรคหอบหืดน้อยลง

 

ตัวอย่างข้อสอบ BMAT Section 2 – Scientific Knowledge and Application

คำถามและผลลัพธ์ที่ต้องการ

โจทย์จะให้ผู้สอบพิจารณาคำตอบด้านล่างคือ A – E โดยเป็นคำตอบที่ให้เลือกจะอธิบายการจัดอิเล็กตรอนในอะตอม (Electronic configuration) จากนั้นโจทย์ต้องการทราบว่าข้อไหนแสดงถึงอโลหะที่มีปฏิกิริยามากที่สุด?

คำตอบ

วิธีที่ช่วยให้เราทำข้อสอบได้ไวก็คือ การตัดคำตอบที่ไม่ใช่ออกก่อน ดังนั้นตัวเลือกไหนที่ไม่ใช่อโลหะ (non-metal) เราก็สามารถตัดตัวเลือกนั้นออกได้ทันที โดยหากดูที่ตัวเลือกข้อ A จะพบว่ามีอิเล็คตรอนที่ outer shells ซึ่งหมายความว่าเป็นโลหะกลุ่ม 1 ทำให้เราตัดออกได้ ตัวเลือกในข้อ C ก็เช่นเดียวกัน มีอิเล็กตรอน 2 ตัวที่ outer shells ซึ่งหมายความว่าเป็นโลหะกลุ่ม 2 ก็ทำให้เราตัดออกจากตัวเลือกได้ ดังนั้นเราจะเหลือข้อ B, D และ E ที่ให้เลือกตอบ ซึ่งตัวเลือก E มีอิเล็กตรอน 6 ตัว ในขณะที่ตัวเลือก B และ D มีอิเล็กตรอน 7 ตัว แต่เนื่องจากข้อ E ต้องได้รับอิเล็กตรอน 2 ตัวเพื่อให้ outer shellsสมบูรณ์ จึงทำให้มีปฏิกิริยาน้อยกว่าตัวเลือก B และ D ซึ่งทำให้เราเหลือตัวเลือกอยู่แค่ 2 ข้อ โดยเราสามารถเปรียบเทียบได้ดังนี้คือ ข้อ B มี Electron shells 3 ตัว ในขณะที่ข้อ D มี 4 ตัว ดังนั้นจากจำนวน Electron shells ที่เพิ่มขึ้นในคำตอบ D เราสามารถสรุปได้ว่าข้อ D จะมีปฏิกิริยาน้อยกว่าตัวเลือก B ดังนั้นคำตอบที่ถูกต้องคือ ข้อ B นั่นเอง

 

ตัวอย่างข้อสอบ BMAT Section 2 – Scientific Knowledge and Applications

คำถามและผลลัพธ์ที่ต้องการ

ข้อนี้ให้เลือกคำตอบจากประโยคที่ถูกต้องมากที่สุด ดังนั้นผู้สอบควรพิจารณาคำตอบของตัวเลือกในแต่ละข้ออย่างละเอียด เพราะหลายครั้งคำตอบอาจจะใช้คำศัพท์หรือคำอธิบายที่ทำให้เราสับสนหรือเข้าใจผิดได้

คำตอบ

ตัวเลือกที่ถูกต้องสำหรับข้อนี้คือ ข้อ D เพราะมีข้อความที่ 3 และ 4 ที่ถูกต้อง

ข้อ 1 ไม่ถูกต้อง เนื่องจากแท้จริงแล้วพืชมีกระบวนการหายใจ เพราะการหายใจนั้นเป็นกระบวนการสำคัญสำหรับสิ่งมีชีวิตต่างๆ ไม่ว่าจะคนหรือพืชก็ตาม ต่างก็ต้องใช้ในการดำรงชีวิต

ข้อ 2 ไม่ถูกต้อง เนื่องจากการสลายสารโมเลกุลของสารอาหารแบบใช้ออกซิเจน (Aerobic respiration) เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดในการปล่อยพลังงานจากกลูโคส ซึ่งไม่ใช่การสลายอาหารแบบไม่ใช้ออกซิเจน (Anaerobic respiration) เพราะวิธีนี้เป็นวิธีที่เร็วที่สุดในการปลดปล่อยพลังงานจากกลูโคส แต่ไม่มีประสิทธิภาพมากเท่าไหร่นัก ดังนั้นในข้อนี้ควรอ่านคำตอบอย่างระมัดระวัง เพื่อป้องกันการสับสน

ข้อ 3 ถูกต้อง เพราะการใช้กรดอะมิโนเพื่อสร้างโปรตีนต้องการพลังงาน และการหายใจจะปล่อยพลังงานที่สามารถใช้สร้างโมเลกุลขนาดใหญ่เหล่านี้ได้

ข้อ 4 ถูกต้อง โดยคุณลักษณะที่สำคัญของเอนไซม์นั้นทำงานได้ดีที่สุดที่ optimum pH และเอ็นไซม์บางชนิดจะเสื่อมสภาพตามการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ นอกจากนี้เอ็นไซม์บางชนิดยังเหมาะกับค่า pH ที่เป็นด่างมากกว่า ในขณะที่เอนไซม์ในกระเพาะอาหารจะทำงานได้อย่างดีที่สุดที่ pH ที่เป็นกรดมากกว่า

 

ตัวอย่างข้อสอบ BMAT Section 3 – Essay Writing Task

คำถามและผลลัพธ์ที่ต้องการ

โจทย์ถามถึงความคิดเห็นของผู้สอบสำหรับ Quote จาก John Galsworthy นักเขียนรางวัล Nobel Prize โดยหลังจากอ่าน Quote นี้แล้ว โจทย์ให้เราอธิบายเหตุผลและยกตัวอย่างในเชิงโต้แย้งว่า Idealism นั้นสามารถช่วยแก้ปัญหาได้ไหม และในมุมมองเรานั้นจะนำ Idealism มาแก้ไขปัญหาได้มากขนาดไหน

คำตอบ

จากโจทย์จะเป็นการทำความเข้าใจเชิงปรัชญา และนำมาอธิบายหรือประยุกต์ใช้ในเชิงตรรกะ ซึ่งเอาจริงๆ แล้วคำตอบถูกหรือผิดนั้นยากที่จะตัดสิน เพราะเน้นเรื่องการใช้ตรรกะในการอธิบายมุมมองของเรา ซึ่งต้องยกทั้งเหตุผล การวิเคราะห์และความเข้าใจมาใช้ในการเขียนอธิบาย นอกจากนี้อีกส่วนที่สำคัญก็คือ รูปแบบของคำตอบที่ดีใน Section 3 นั้น ควรบรรยายด้วยการเขียน Essay แบบครบองค์ประกอบ คือ แบ่งออกเป็นส่วน Introduction และเนื้อหา ซึ่งในเฉลยแยกเป็นสองแบบให้ดู Argument for หรือ และ Argument against โดยในที่นี้จะยกเคส Foreign Aid ซึ่งหากเราทำข้อสอบจริง ก็ควรยกเคสที่เราเข้าใจและสามารถอธิบายได้อย่างลึกซึ้ง และอย่าลืมปิดท้ายด้วยการเขียน Conclusion เพื่อสรุปภาพรวมของเนื้อหาที่เราต้องการสื่อ

 

แนวทางการเตรียมตัวและการทำข้อสอบ

สรุปแนวทางในการทำข้อสอบ รายละเอียด
Section 1 ไม่ว่าคำถามเชิง Problem-solving หรือ Critical Thinking เราควรจะต้องเข้าใจความหมายของคำถามอย่างท่องแท้ที่สุด เพราะไม่งั้นจะไม่สามารถคิดเชิงวิเคราะห์เพื่อหาคำตอบต่อไปได้ นอกจากนี้โจทย์ในบางข้อนั้นจะใส่ข้อมูลไว้เยอะ และซับซ้อน ซึ่งแท้จริงแล้วมีไว้เพื่อทดสอบความสามารถในการดึงและสรุปข้อมูลของเรา หากเจอแบบนี้เข้าอย่าเพิ่งตกใจ ควรอ่านแบบ skimming และหาใจความของเนื้อหาให้ได้ไวที่สุด จะได้มีเวลาในการทำข้อสอบให้ครบทุกข้อ
Section 2 ส่วนนี้จะประเมินความรู้ด้านชีววิทยา เคมี ฟิสิกส์ และคณิตศาสตร์ ซึ่งหากเทียบกับการวัดระดับของอังกฤษจะอยู่ที่ระดับ GCSE ดังนั้นการเตรียมตัวทบทวนเนื้อหาและบทเรียนของช่วงมัธยมปลายจึงสำคัญพอสมควร แต่สำหรับนักเรียนไทยบางคนอาจจะมีข้อจำกัดของภาษาที่ไม่คุ้นเคย ดังนั้นแนะนำให้เปิด textbook หรือหัดอ่านเนื้อหาในรูปแบบของภาษาอังกฤษควบคู่ไปด้วย จะช่วยให้เข้าใจโจทย์คำถามมากยิ่งขึ้น
Section 3 การทำ Essay ในส่วนที่ 3 นั้นอาจจะเป็นปัญหาของบางคนเพราะ โจทย์มักจะยก Quote สั้นๆ จากแหล่งข้อมูลเชิงปรัชญา รวมไปถึงวิทยาศาสตร์ และการแพทย์ มาใช้เป็นคำถาม นอกจากนี้โจทย์ที่พบเจอบ่อยๆ อาจจะมาจากนักคิด นักเขียนคนสำคัญระดับโลก เช่น จาก Voltaire หรือ Charles Darwin ซึ่ง Essay หรือคำตอบของเราจะต้องอธิบายถึง ประเด็น ความหมาย การสร้างข้อโต้แย้ง หรือการประนีประนอมได้ โดยอย่าลืมว่าการเลือกใช้คำศัพท์ที่ถูกต้อง และไวยการณ์ที่เหมาะสมก็จำเป็นอย่างมาก นอกจากนี้ควรเขียนให้ได้ตาม structure หรือโครงสร้างของ Essay ที่ต้องมีทั้งบทนำ เนื้อหา และสรุปอย่างครบถ้วนอีกด้วย

 


แนะนำหนังสือสำหรับ เตรียมสอบ BMAT

ว่าที่คุณหมอต้องฟังทางนี้…น้อง ๆ คนไหนที่มีความฝันอยากเรียนต่อในคณะแพทยศาสตร์ อาจจะเคยได้ยินมาบ้างแล้วว่า คณะทางด้านนี้โดยส่วนใหญ่จะต้องมีผลคะแนน BMAT หรือ Biomedical admissions test ใช้ในการยื่นด้วย ซึ่งข้อสอบ BMAT เป็นข้อสอบที่เราไม่สามารถสอบได้บ่อยๆ และยังมีเนื้อหาที่ต้องใช้สอบหลายส่วนมาก ๆ ด้วย ดังนั้น เราจึงมักเห็นน้อง ๆ ที่กำลังเตรียมสอบวิชานี้ต้องอ่านหนังสือกันเยอะมาก

วันนี้เราก็เลยจะมาแนะนำหนังสือสำหรับการเตรียมสอบ BMAT ที่จะช่วยให้น้อง ๆ มีแนวทางในการเลือกอ่านหนังสือได้เหมาะกับตัวเราเองมากขึ้นค่า

เริ่มต้นกันที่เล่มแรก The Official Guide to the Biomedical Admission Test เป็นหนังสือที่เหมาะสำหรับคนที่ยังไม่เคยสอบหรือไม่ค่อยมีพื้นฐานมากนัก เนื่องจากในเล่มนี้ ะมีการแสดงวิธีทำของคำถามให้ มี Tips สำหรับการทำข้อสอบในแต่ละส่วน มีการสรุปเนื้อหาให้ และที่สำคัญคือเป็นหนังสือ Official Guide จัดทำโดยทีมงานที่ออกข้อสอบเองค่ะ

book preparing for the bmat

เล่มต่อมา เหมาะสำหรับคนที่ต้องการเน้นไปที่การทำโจทย์โดยเฉพาะ เราขอแนะนำ THE ULTIMATE BMAT GUIDE : 800 PRACTICE QUESTIONS หนังสือเล่มนี้จะรวบรวมโจทย์ไว้เยอะถึงประมาณ 800 ข้อเลยทีเดียว นอกจากนี้ยังมีข้อสอบเสมือนจริงให้ถึง 3 ชุดอีกด้วย เรียกได้ว่าทำข้อสอบกันให้จุใจไปเลย และที่สำคัญตอนที่ฝึกทำ อย่าลืมจับเวลาจริงด้วยนะคะ

book the ultimate bmat guide

มาถึงเล่มสุดท้าย ถ้าใครยังอยากทำโจทย์ให้เยอะขึ้นอีก เราขอแนะนำสองเล่มนี้เลยค่ะ BMAT PAST PAPER Work Solutions: Volumes 1&2 หนังสือเตรียมสอบสองเล่มนี้จะรวบรวมข้อสอบเก่ามาให้เราฝึกทำแบบเน้น ๆ เหมาะสำหรับคนที่มีพื้นฐานดีแล้ว โดยจะมีเฉลยละเอียดให้ทุกข้อ น้องคนไหนเป็นสายตะลุยโจทย์ต้องไม่พลาดค่ะ

book bmat past paper

และทั้งหมดนี้ก็คือหนังสือสำหรับการเตรียมสอบ BMAT ที่เราอยากแนะนำให้น้อง ๆ ที่กำลังจะสอบลองเตรียมตัว ซึ่งมีครบทั้งคนที่ชอบแบบอธิบายละเอียด และคนที่อยากเน้นทำโจทย์ สามารถเลือกในแบบที่เราต้องการได้เลยค่ะ แต่หากใครที่ชอบให้มีคนคอยอธิบายหรือแนะนำแนวทางให้มากกว่า แนะนำให้เลือกเรียนคอร์สที่เน้นติวสอบ BMAT โดยเฉพาะซักคอร์ส นอกจากจะไม่ต้องอ่านหนังสือเองทั้งหมดแล้ว ยังประหยัดเวลาในการเตรียมตัวอีกด้วย หากน้อง ๆ คนไหนสนใจและยังไม่รู้ว่าจะเรียนคอร์ส BMAT ที่ไหนดี สามารถมาเตรียมตัวในคอร์ส BMAT ของจุฬาติวเตอร์ได้นะคะ คอร์สเรียนของเรานั้นมีสอนครบทุกพาร์ทในคอร์สเดียวเลยค่ะ

 


คำถามยอดฮิต BMAT

สามารถใช้เครื่องคำนวณในการสอบ BMAT ได้หรือไม่ ?

ผู้เข้าสอบไม่สามารถใช้เครื่องคำนวณในการสอบได้ แต่สามารถใช้ในการฝึกทำข้อสอบ ได้ จริงๆ แล้ว การสอบ BMAT ประเมินทักษะที่จำเป็นในการศึกษาระดับปริญญาตรี เช่น การแก้ปัญหา การทำความเข้าใจเหตุผล การวิเคราะห์ข้อมูลและการอนุมาน หากเข้าใจเรื่องต่างๆ อย่างถ่องแท้ การใช้เครื่องคิดเลขหรือไม่จะไม่ส่งผลกระทบมากนัก แม้ว่าคำถามบางข้อจะเหมือนปัญหาทางคณิตศาสตร์ แต่สามารถประมาณการได้

จะเตรียมตัวสำหรับการสอบ BMAT อย่างไร ?

ผู้เข้าสอบสามารถเตรียมความพร้อมสำหรับสอบ BMAT จากแหล่งข้อมูลมากมาย สิ่งแรกที่ต้องทำคือตรวจสอบสิ่งที่จำเป็นต้องรู้และเข้าใจ จากนั้นวางแผนสำหรับทบทวนหรือฝึกทำแบบฝึกหัดด้วยตนเอง หลังจากนั้นสามารถดาวน์โหลดข้อสอบเก่าได้จากเว็บไซต์ของ BMAT ต้องดูทั้งในส่วนที่เป็นคำตอบและคำอธิบาย สิ่งที่สำคัญที่สุดคือฝึกทำข้อสอบเก่าแบบจับเวลาตามการสอบจริง

ผลสอบ BMAT มีอายุนานเท่าใด ?

การสอบ BMAT เป็นการสอบสำหรับผู้สมัครที่ต้องการเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยในสาขาการแพทย์ วิทยาศาสตร์ชีวการแพทย์ และทันตแพทยศาสตร์ ผลสอบ BMAT มักจะออก 3-4 สัปดาห์หลังจากการสอบ ผลสอบของ BMAT จะใช้ได้เฉพาะในปีที่สอบเท่านั้น หากมีการเว้นการศึกษาหรือต้องการที่จะสมัครใหม่ในปีถัดไป ผู้เข้าสอบจะต้องทำการทดสอบซ้ำในรอบการรับสมัครเดียวกัน

ข้อสอบ BMAT มีคำถามกี่ข้อ ?

สำหรับการสอบ BMAT ส่วนที่ 1 ประกอบด้วยคำถามแบบปรนัย 35 คำถาม ส่วนที่ 2 เป็นคำถามแบบปรนัย 27 คำถาม ส่วนที่ 3 จะมีบทความให้เลือก 4 บทความซึ่งอาจจะเป็นคำพูดสั้น ๆ หรือข้อความ บทความอาจจะเกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์หรือการแพทย์แต่ก็ไม่บ่อยนัก ผู้เข้าสอบจะต้องเลือกตอบคำถามเดียวเท่านั้นเพื่อแสดงความคิดเห็นให้กระชับและชัดเจน

คะแนนเฉลี่ยของการสอบ BMAT อยู่ที่เท่าไร ?

การสอบ BMAT แบ่งออกเป็นสามส่วน ได้แก่ ความถนัดและทักษะ (ส่วนที่ 1) ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และการประยุกต์ (ส่วนที่ 2) และการใช้ภาษาเขียน (ส่วนที่ 3) คะแนนเฉลี่ยสำหรับส่วนที่ 1 และ 2 มักจะอยู่ที่ประมาณ 5 สำหรับส่วนที่ 3 การให้คะแนนส่วนเรียงความจะแยกเป็นคะแนนสำหรับคุณภาพของเนื้อหาและคุณภาพของภาษาอังกฤษ กราฟการแจกแจงในปี 2019 แสดงคะแนนเฉลี่ยที่ 3A


Downlaod BMAT past papers (แนวข้อสอบ BMAT)

Download ข้อสอบ BMAT พร้อมเฉลย 10 ปี
Download ข้อสอบ BMAT พร้อมเฉลย 10 ปี

The Insider is Guide to The BMAT Exam
https://goo.gl/jvxFsd

BMAT Past Papers 1
https://goo.gl/476qBY

BMAT Past Papers 2
https://goo.gl/6NnJZK

BMAT Past Papers 3
https://goo.gl/BQSyba

BMAT Past Papers 4
https://goo.gl/j8TJT6

คอร์สเรียน BMAT



รหัสคอร์ส วันเรียน รอบ เวลา หมายเหตุ Test Date Exam
เหลือที่นั่ง อาจารย์

อัตราค่าเรียน 55 ,000 บาท

 


เรียน ติว BMAT ตัวต่อตัว

ไม่ว่าจะมีความกังวลมากขนาดไหน เรียนไม่เก่ง มีสิ่งที่ไม่ถนัดมากมาย วันนี้จุฬาติวเตอร์เรามีตัวช่วยที่จะทำให้น้องๆเอาชนะข้อสอบ BMAT ได้แบบใสๆ อ่อนตรงไหน ไม่เข้าใจเรื่องอะไร เราก็เน้นไปในเรื่องนั้นๆ หรือหากยังไม่แน่ใจว่าจุดอ่อนของเราคืออะไรก็ไม่เป็นไรค่ะ เพราะเรามีทีมงานพร้อมติวเตอร์ช่วยแนะนำให้น้องๆได้อย่างแน่นอน คอร์สเรียน Private BMAT ของเราจะสามารถทำให้น้องๆเก่งขึ้น มีความพร้อมมากขึ้น สำหรับการสอบ BMAT ในแต่ละรอบ จะเน้นวิชากลุ่มวิทย์ ฟิสิก์ เคมี ชีวะฯ หรืออยากเน้นเลข อยากจะมายกเครื่องคณิตศาสตร์กันใหม่ก็ยังได้ ใครที่ไม่ถนัดภาษาอังกฤษก็ไม่ต้องคร่ำเครียดอ่านหนังสือเองกันแล้วค่ะ เพราะคอร์สเรียนของเรามีติวเตอร์มากความสามารถพร้อมที่ะมาถ่ายทอดเคล็ดลับการทำข้อสอบ ทริค เทคนิคที่เราเชื่อเหลือเกินว่าจะไม่สามารถหาได้จากการอ่านหนังสือเอง

เรียน ติว BMAT ตัวต่อตัว
จำนวนนักเรียน จำนวนชั่วโมง

20 ชม.

30 ชม.

40 ชม.
1 คน 22,000 ฿ 33,000 ฿ 44,000 ฿
2 คน
( ประหยัดถึง 25% )
33,000 ฿ 49,500 ฿ 66,000 ฿
3 คน
( ประหยัดถึง 40% )
39,600 ฿ 59,400 ฿ 79,200 ฿
แถมฟรี 2 ชม. แถมฟรี 4 ชม.
หมายเหตุ :
– คอร์สส่วนตัว-ห้องเรียนส่วนตัว เรียนที่สถาบัน ผู้เรียนสามารถเลือกวันและเวลา เรียนเองได้

 

รูปแบบคอร์สเรียน Private BMAT ของจุฬาติวเตอร์ เราเน้นที่ตัวผู้เรียนเป็นสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องพื้นฐาน วัน-เวลาที่สะดวกเรียน ลืมปัญหาตารางเรียนชนกันจนไม่สามารถลงคอร์สเรียนได้ไปเลย น้องๆจะสามารถจัดสรรเวลาเรียนได้อย่างลงตัว เหมาะกับ Life style ของแต่ละคนได้ ชอบเรียนหนักๆ ยาวๆ ไม่ต้องเดินทางมาบ่อย หรือจะเรียนสั้นๆแต่เน้นความถี่ อยากเริ่มที่เนื้อหาพื้นฐานก่อนลงมือทำโจทย์ หรือจะเน้นตะลุยโจทย์เพียวๆ เน้นเทคนิค ก็เลือกให้เข้ากับตัวเองได้ค่ะ บางคนชอบการบ้านเยอะๆ ชอบทำโจทย์ จับเวลาเองที่บ้านเราก็สามารถจัดให้ได้แบบไม่มีกั๊ก หรือหลายๆคนอาจชอบทำโจทย์ตอนที่มีพี่ติวเตอร์อยู่ด้วย ไม่เน้นการบ้าน ก็แจ้งมาได้เลย เป็นคอร์สเรียนที่ตอบโจทย์ผู้เรียนได้ทุกรูปแบบเลยจริงๆค่ะ

ต่อไปนี้ BMAT ที่ว่ายาก ก็จะกลายเป็นเรื่องกล้วยๆของน้องๆอย่างแน่นอน ไม่ว่าคำถามจะซับซ้อน โจทย์ยาว ถามลึก ต้องวิเคาะห์หลายตลบ งานเขียนต้องเรียบเรียงแสดงไอเดียได้อย่างมืออาชีพ ด้วยศักยภาพที่เตรียมตัวมาเป็นอย่างดี เชื่อว่าน้องๆจะแสดงความสามารถได้อย่างเต็มที่และทำข้อสอบได้แบบสบายๆ

ไม่มีอะไรน่ากังวลอีกต่อไป เมื่อน้องๆเลือกให้จุฬาติวเตอร์เป็นตัวช่วยสำคัญสำหรับการเตรียมสอบ BMAT จุฬาติวเตอร์ยินดีร่วมสานฝันการสอบเข้าแพทย์อินเตอร์ของน้องๆอย่างเต็มความสามารถ ด้วยแนวคิดที่เราเชื่อเสมอว่า Easy to be Expert.

 

-->  go to top