chulatutor ก่อตั้งโดย พี่เปิ้ล อ.พรพรรณ

TU-GET reading

TU-GET reading

ข้อสอบ TU-GET Reading

TU-GET Reading ในส่วนนี้ถือเป็นส่วนที่ข้อสอบ TU-GET ให้สัดส่วนของคะแนนไว้สูงที่สุดนั่นคือ 500 คะแนน หรือครึ่งหนึ่งของคะแนนทั้งหมดเลยทีเดียว

ในส่วนของข้อสอบ TU-GET Reading นั้นจะประกอบไปด้วยบทความประมาณ 6-7 บทความต่อข้อสอบหนึ่งชุด ข้อสอบจะหยิบเอาบทความทั้งสั้นและยาวมาให้เราอ่าน พร้อมกับถามคำถามเกี่ยวกับเนื้อหาที่อยู่ในบทความที่เราเพิ่งจะอ่านไป ความยากของ reading ส่วนหนึ่งอยู่ที่ตัวบทความเองซึ่งมักเป็นบทความทางวิชาการหรืองานวิจัยต่างๆที่เราไม่คุ้นเคย ธีมของ reading ค่อนข้างหลากหลายมากไม่ว่าจะเป็นเรื่องทางการแพทย์ วิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์ สิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ ธุรกิจระหว่างประเทศ การศึกษาวิจัย ฯลฯ ด้วยความที่บทความเป็นเรื่องไกลตัวเรา ประกอบกับคำศัพท์ที่ค่อนข้างยาก อาจจะทำให้เราไม่เข้าใจในสิ่งที่เราอ่านไปได้ แต่ส่วนที่สำคัญที่สุดคือลักษณะของคำถาม TU-GET จะเน้น ถามเชิงวิเคราะห์ หรือ analytical reading ไม่ใช่การอ่านแบบ reading comprehension หรือระดับอ่านจับใจความแบบที่เราคุ้นเคยกัน ฉะนั้นคำถามทุกคำถามจะให้เราต้องคิดและวิเคราะห์ตลอด เช่น คำถามหา main idea (ใจความสำคัญของบทความ) – ส่วนใหญ่จะหาได้จากย่อหน้าแรกของบทความ, title (หัวเรื่องของบทความ) – จะเป็นคำที่บทความกล่าวถึงมากที่สุด, pronounce reference (การอ้างอิงถึงคำสรรพนาม) – ส่วนมากคำสรรพนามที่ถูกอ้างอิงถึงจะเป็นคำนามของประโยคก่อนหน้า, inference (การสรุปความ) – สรุปความโดยเอานัยสำคัญต่างๆที่บทความให้เอามาพิจารณา, mood and tone (อารมณ์หรือทัศนคติของผู้เขียน) – สังเกตจากลักษณะการเขียนบทความว่าต้องการให้ผู้อ่านทำอะไรหลังจากที่อ่านบทความจบ, organization of passage (ประเภทของการจัดเรียงบทความ) – สังเกตได้จากการใช้ข้อมูลเพื่อสนับสนุนสิ่งที่ผู้เขียนกำลังเขียนอยู่ ฯลฯ ในข้อสอบวัดระดับภาษาอังกฤษอื่นๆทั่วไป การอ่านคำถามก่อนแล้วค่อยไปอ่านบทความอาจจะช่วยให้เราประหยัดเวลาได้ แต่เทคนิคนี้ไม่ควรนำมาใช้กับข้อสอบ TU-GET เพราะเราต้องเข้าใจเนื้อเรื่องที่อ่านอย่างลึกซึ้งถึงจะทำข้อสอบได้ เราไม่สามารถอ่านข้ามบรรทัดได้เลย ดังนั้นการไปอ่านโจทย์ก่อนแล้วมาอ่านบทความจะทำให้เรายิ่งเสียเวลา

ในข้อสอบ TU-GET Reading นั้นนอกจากคำศัพท์และบทความที่ซับซ้อนแล้ว เวลาที่มีอยู่ก็อาจจะไม่พอสำหรับใครหลายๆคน ฉะนั้นก่อนที่จะลงมือทำข้อสอบ เราควรเลือกบทความที่เราจะอ่านด้วย บทความใดที่เรามีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับเรื่องนั้น จะถือเป็นบทความที่ง่ายและควรอ่านก่อน ในขณะที่บทความที่มีเรื่องที่เราไม่คุ้นเคย เราควรเก็บไว้อ่านทีหลัง วิธีการนี้จะช่วยให้เราสามารถเก็บคะแนนใน reading ได้อย่างมั่นใจภายในเวลาที่มีอย่างจำกัด ในระหว่างการอ่านบทความ ถ้าเราเจอคำศัพท์ที่เราไม่คุ้นเคย อย่าเพิ่งตื่นตระหนก ให้พยายามเดาความหมายของคำคำนั้นจากคำแวดล้อมก่อนหรือการใช้ context clue นั่นเอง วิธีนี้จะทำให้การอ่านทำความเข้าใจของเราไม่สะดุด

อีกเทคนิคหนึ่งที่สามารถเอามาใช้กับ reading ได้เช่นกันคือการจดโน๊ตสรุปใจความในแต่ละย่อหน้า เมื่อเราอ่านบทความจบในแต่ละย่อหน้า ต้องรู้จักการทำสรุปย่อในแต่ละย่อหน้าว่าเราได้อ่านอะไรไปบ้าง อาจจะวาดเป็นแผนภูมิสั้นๆเรียงลำดับหรือความสัมพันธ์ของเหตุการณ์ที่เราอ่านไป เพื่อจะเป็นจุด checkpoint ให้เรากลับมาทบทวนได้ เผื่อข้อสอบถามในรายละเอียดเรื่องใดที่เราอาจจะลืมไป จะได้ไม่ต้องกลับมาอ่านบทความใหม่ทั้งบทความ

ทั้งนี้ทั้งนั้นผู้เข้าสอบแต่ละคนมักจะมีความถนัดในการทำข้อสอบแต่ละส่วนไม่เหมือนกัน ดังนั้นก่อนจะไปทำข้อสอบเราควรมีการวางกลยุทธ์หรือวางแผนว่าเราคะแนนที่น้อยที่สุดที่เราต้องทำได้ในข้อสอบแต่ละส่วนควรจะเป็นเท่าใด เพื่อให้ได้คะแนนตามที่เราคาดหวังไว้ หรือคิดง่ายๆ หากเราต้องการคะแนน 500 ขึ้นไป 500 คือคะแนนขั้นต่ำ นั่นหมายความว่าเราควรทำข้อสอบให้ได้ครึ่งหนึ่งของข้อสอบในแต่ละส่วนที่เราทำ ฉะนั้นเราสามารถประเมินตัวเองได้เลยทันทีหลังจากที่สอบเสร็จว่าเราจะได้คะแนนตามที่เราต้องการหรือไม่ เนื่องจากอัตราส่วนคือครึ่งต่อครึ่งนั่นเอง

จากที่สรุปมาข้างต้น เราจะเห็นว่าข้อสอบในแต่ละส่วนนั้นต้องการทักษะหรือเทคนิคที่แตกต่างกันไป คำแนะนำสุดท้ายคือเราต้องรู้จักทำแบบฝึกหัดในลักษณะที่ใกล้เคียงกับข้อสอบจริงเยอะๆ การหมั่นฝึกฝนทำข้อสอบบ่อยๆจำให้เราจับแนวทางข้อสอบได้ดีขึ้น เราจะเริ่มรู้ว่าข้อสอบส่วนมากต้องการวัดความรู้เรื่องไหน แม้กระทั่งตัวลวงในข้อสอบ เราก็จะคุ้นเคยมากยิ่งขึ้น เทคนิคในการทำข้อสอบแต่ละส่วนเมื่อผสานเข้ากับการทำแบบฝึกหัดอย่างต่อเนื่อง ก็จะทำให้เราสามารถเพิ่มคะแนน TU-GET ของเราได้ในที่สุด

 

TU-GET Reading

ข้อสอบ TU-GET Reading ซึ่งก็แน่นอนว่าข้อสอบจำหยิบเอาบทความทั้งสั้นและยาวมาให้เราอ่าน พร้อมกับถามคำถามที่อยู่ในบทความที่เราเพิ่งจะอ่านไป ความยากของ reading คือบทความนั้นมักเป็นบทความทางวิชาการที่เราไม่คุ้นเคย