chulatutor ก่อตั้งโดย พี่เปิ้ล อ.พรพรรณ

SAT-II Chemistry

พิชิต SAT-II Chemistry ไม่มี SAD

SAT-II Chemistry

ในการสอบ SAT subject test Chemistry นั้น ข้อสอบจะมีทั้งหมด 85 ข้อ โดยแบ่งออกเป็น 3 ส่วนด้วยกัน มีเวลาให้ 1ชั่วโมง สามารถเลือกทำส่วนใดก่อนก็ได้ โดยการฝนคำตอบลงในกระดาษคำตอบ โดยหากตอบถูกจะนับเป็น 1 ถ้าไม่ตอบจะนับเป็น 0 แต่หากตอบผิดจะติดลบ 0.25 เมื่อนำผลคะแนนที่ได้ทั้งหมดมารวมกันจะเรียกว่า raw score ซึ่งจะถูกแสดงเป็นคะแนนในช่วง 200 – 800 คะแนน (ต่อให้ตอบผิดหมดก็ไม่ได้ 0 ครับ) ในส่วนของการคิดคะแนนนั้นจะเป็นลักษณะคล้ายการวัดผลเป็นอันดับจากผู้เข้าสอบทั้งหมด (percentile rank) เช่น สมมุติว่าเราได้ raw score 43 คะแนน ถ้าในปีนี้ข้อสอบง่ายคนส่วนใหญ่ก็จะทำได้คะแนนสูงขึ้นด้วยคำนวนคะแนนออกมาอาจได้เป็น 580 แต่ถ้าหากเราได้ raw score 43 ในปีที่คนส่วนใหญ่ได้คะแนนน้อย เราอาจได้คะแนนเป็น 600 คะแนนได้เป็นต้น ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วเกณฑ์ 600 คะแนนนั้นมักอยู่ในช่วง 40-45 คะแนน หากทำได้เกิน 45ก็มั่นใจได้ว่าเกิน 600 แน่ครับ แต่ในส่วนของคะแนนช่วงที่สูงเกิน 700 ขึ้นไปนั้น จะค่อนข้างห่างกันมาก ดังนั้นการสอบ Sat subject Test Chemistry ให้ได้เกิน 600 นั้นจึงไม่ใช่เรื่องยาก แต่การทำคะแนนให้เกิน 750 นั้นยากมากครับ ดังนั้นในส่วนของจำนวนข้อกับคะแนนที่ได้นั้นจึงมีการเปลี่ยนแปลงทุกปีและไม่แน่นอน ข้อสอบในแต่ละส่วนจะมีลักษณะดังต่อไปนี้

 

Part A : Matching จำนวน 21-25 ข้อ

จะมีตัวเลือก 5 ตัวเลือก A – E และ มีประโยค หรือคำปรากฏใต้ตัวเลือก ให้เราเลือกตัวเลือกที่สอดคล้องกับประโยคหรือคำเหล่านั้นมากที่สุด จำนวนของคำถามต่อแต่ละชุดตัวเลือกนั้นส่วนมากอยู่ที่ 3 – 6 ข้อ ในส่วนนี้มักจะเป็นส่วนที่เก็บคะแนนได้มากที่สุด เนื่องจากง่ายและไม่ซับซ้อน สามารถอ่านและตอบได้อย่างรวดเร็ว แนะนำว่าไม่ควรใช้เวลาในการทำเกิน 10 นาที ข้อควรระวังคือ ตัวเลือกที่มีนั้นสามารถใช้ซ้ำได้นะครับ

 

Part B : Relationship Analysis Question จำนวนข้อ 1 – 15 ข้อ

โจทย์ในส่วนนี้จะเริ่มที่ข้อ 101 – 115 ไม่ควรใช้เวลาเกิน 15 นาที เนื่องจากใช้รูปแบบในการตอบที่แตกต่างจากโจทย์ส่วนอื่นครับ จึงต้องแยกออกมาเริ่มต้นที่ข้อ 101

SAT-II Chemistry

โดยโจทย์จะมีประโยคมาให้ 2 ประโยค เราจะต้องเริ่มจากการพิจารณาทีละประโยคแยกกันก่อน ว่าประโยคทั้งสองนั้นเป็นจริงหรือเป็นเท็จโดยต้องจำไว้เสมอว่า ในตอนพิจารณาข้อเท็จจริงนั้นต้องพิจารณาแยกกัน จากนั้นหากทั้งสองประโยคเป็นจริงทั้งคู่แล้วจึงพิจารณาช่อง CE หากประโยคที่ 2 เป็นคำอธิบายหรือเป็นเหตุเป็นผลของประโยคที่ 1 จึงให้ระบายในช่องนี้ด้วย ซึ่งความยากอยู่ที่ตรงส่วนนี้แหละครับ ในกรณีที่ค่อนข้างก้ำกึ่ง คำตอบจะขึ้นอยู่กับความตั้งใจของผู้ออกข้อสอบ ซึ่งเราต้องระลึกเสมอว่า คำว่า “ เกี่ยวข้อง” ไม่จำเป็นต้องเป็นต้องเป็นเหตุผลหรือคำอธิบาย และต้องจับใจความสำคัญของประโยคแรกให้ถูกต้อง เช่น

 

I                                                                                                   II

The bond between Na and Cl is ionic bond. Because Ionic bond is static attraction force between ion.

 

จากประโยคข้างต้นจะเห็นว่า ใจความสำคัญในประโยคแรกคือ พันธะที่เกิดขึ้น เป็น ionic bond ซึ่งเป็นจริง ในประโยคที่สองเป็นการอธิบายการเกิดพันธะ ionic ซึ่งเป็นจริงเช่นกัน ซึ่งดูเหมือนจะเกี่ยวข้องกันเพราะต่างพูดถึงพันธะ ionic ทั้งคู่ แต่หากพิจารณาดีๆแล้วจะเห็นว่า แม้จะเกี่ยวข้องกันแต่ไม่ได้เป็นเหตุเป็นผลหรือเป็นคำอธิบาย เพราะ ไม่ได้อธิบายในส่วนสำคัญของประโยคแรกว่า “ทำไมจึงเกิด ionic bond ระหว่างธาตุทั้งสอง” จึงไม่ต้องตอบ CE ดังนั้นจงอย่าลืมจับใจความสำคัญของประโยคแรกให้ถูกต้องนะครับ

อีกคำถามที่พบบ่อยคือการให้คะแนนในส่วนนี้ครับ ว่า ถ้าตอบถูกบางช่องจะได้คะแนนหรือไม่ ถ้าเราพิจารณาดีๆเราจะพบว่าคำตอบสามารถมีได้ 5 แบบคือ (T,T), (T,F), (F,T), (F,F) และ (T,T,CE) ซึ่งตรงกับ 5 ตัวเลือกพอดีครับ หมายถึงเราต้องตอบให้ถูกทุกช่องนั่นเองจึงจะได้คะแนน จึงขอเตือนไว้ว่า อย่าไปกาเพียงช่องใดช่องหนึ่งแล้วเว้นช่องอื่นไว้ครับเพราะจากจะได้ 0 จะกลายเป็นผิดติดลบแทนในกรณีที่เรารู้คำตอบช่องนึง แต่ช่องอื่นไม่แน่ใจ

 

Part C : Multiple Choice จำนวนข้อ 45 – 49 ข้อ

เหมือนข้อสอบทั่วไปครับ มี 5 ตัวเลือก A – E ควรใช้เวลาไม่เกิน 30 นาทีเพื่อให้เหลือเวลาทวนคำตอบทั้งหมดอีกครั้ง แต่จากการสังเกตพบว่า ข้อยากๆมักจะอยู่ด้านหลังข้อสอบครับ จึงควรทำจากข้อต้นๆก่อน ส่วนข้อที่มีการคำนวนที่ซับซ้อน ( ซึ่งไม่ค่อยพบใน SAT ) หรือโจทย์ยาวมากๆ แนะนำให้ข้ามก่อนครับ เพราะว่าจากเวลากับจำนวนข้อสอบที่บอกไว้ข้างต้นนั้นจะพบว่า เราจะมีเวลาสำหรับทำข้อสอบแต่ละข้อนั้นไม่ถึง 1นาทีนั่นเอง

 

วิเคราะห์ข้อสอบโดยรวม SAT-II Chemistry

ข้อสอบไม่ยากและไม่ซับซ้อน เพราะจำนวนข้อที่มาก ส่วนใหญ่จะเป็นการถามตอบสั้นๆซึ่งไม่ต้องผ่านกระบวนการคิดหลายขั้น

ไม่มีการนำเนื้อหาจากต่างบทมาผสมกันในข้อเดียว

การคำนวนสามารถประมาณคำตอบได้ทุกข้อจากตัวเลือก โดยไม่จำเป็นต้องคิดเลขตรงๆ

ข้อสอบคำนวนไม่ซับซ้อนและส่วนใหญ่เสร็จในขั้นตอนเดียว

เน้นที่ความเข้าใจเนื้อหาพื้นฐานเป็นหลัก หากเรียนเข้าใจย่อมทำได้

ส่วนคำนวนจะมีประมาณ 10-20 ข้อ ซึ่งเป็นอัตราส่วนน้อยเมื่อเทียบกับข้อสอบของไทย ส่วนใหญ่จะเน้นความเข้าใจทฤษฏีพื้นฐาน จึงต้องรู้นิยามและเข้าใจในตัวทฤษฏีเป็นอย่างดี

มักจะให้มีการดุลสมการเคมีพื้นฐาน 3-5 ข้อ