chulatutor ก่อตั้งโดย พี่เปิ้ล อ.พรพรรณ

IELTS course at Chulatutor is full loads of all parts composing of fundamental skills and exam tricks to make your test easier!

Cover every part (listening, speaking, reading and writing). Prepare you since elementary skill until complete. We sure you get a good band in IELTS.

We answer all your weak points, firm your foundation, fit with full tips so you finally think IELTS test is a thing you guys can do. Find it here at Chulatutor!

เทคนิค IELTS listening

IELTS Listening

ข้อสอบในส่วนของ การฟัง ( Listening ) เป็นข้อสอบที่วัดในเรื่องความสามารถในการเข้าใจในส่วนหลักของเรื่องได้ (Main idea) รายละเอียดที่สำคัญของเนื้อหาบทสนทนาได้ (Detail) หรือแม้กระทั่งการที่เราสามารถแยกเสียงของคำได้ โดยเสียงที่ผู้สอบจะได้ยินนั้นอาจจะเป็นสำเนียงที่มาจาก Native-speaker โดยที่การฟังนั้น ทางศูนย์สอบจะเปิดให้ฟังเพียงหนึ่งรอบเท่านั้น

ในข้อสอบ IELTS Listening นั้น มีทั้งหมดด้วยกัน 40 ข้อ โดยที่จะแบ่งออกเป็น 4 ส่วน อย่างละ 10 ข้อ โดยที่จะแบ่งเนื้อหาที่ถามเป็นลักษณะดังนี้

1. Section 1 : คนพูดจะมีสองคนด้วยกัน เป็นการพูดในเรื่องราวทั่วไป ( Everyday social contexts) อาทิเช่น การกรอกแบบฟอร์ม การสมัครงาน ซึ่งส่วนใหญ่นั้นจะเป็นลักษณะเติมคำมากกว่า และตัวข้อสอบในส่วนนี้จะมีการแบ่งเว้นช่วงการทำ อย่างเช่น ทางศูนย์สอบจะเปิดบทสนทนาให้ฟังข้อ 1-4 ก่อน หลังจากนั้นจะเว้นช่วงประมาณ 1 นาทีให้เตรียมตัวฟังในข้อ 5-10 เป็นต้น

2. Section 2 : คนพูดจะมีเพียงหนึ่งคนเท่านั้น ความแตกต่างนั้นอาจจะเป็นเรื่องเนื้อหาที่เริ่มมีความเป็นทางการมากขึ้น เช่น การกล่าว Speech เกี่ยวกับ local facilities โดยส่วนใหญ่ร้อยละ 80 เปอร์เซ็นต์ของข้อสอบส่วนนี้ จะมีลักษณะข้อสอบที่เป็น Map อยู่ด้วย ซึ่งผู้ทำข้อสอบจำเป็นอย่างมากที่จะต้องใส่อักษรที่เขากำหนดลงในตำแหน่งนั้น ๆ

3. Section 3 : คนพูดจากที่มีเพียงสองคนในตอนแรกนั้น จะเพิ่มขึ้นมาอาจจะเป็น 3 หรือ 4 คนแล้วแต่โจทย์ในรอบนั้น ๆ ส่วนใหญ่จะเป็น 3 คนพูด ถึงเรื่องราวจะเป็นในเชิง Academic มากขึ้น หรือก็คืออาจจะเป็น อาจารย์มหาวิทยาลัยกำลังคุยกับนักเรียนของตนเรื่องการทำวิทยานิพนธ์ โดยความยากในส่วนนี้คือ การแยกเสียงของตัวละครในบทสนทนาให้ออกว่าเป็นของใคร

4. Section 4 : คนพูดในส่วนนี้จะมีเพียง 1 คนเท่านั้น ลักษณะจะคล้ายกับการที่ฟัง Lecture ในห้องเรียนมากกว่า ลักษณะที่ยากของข้อสอบคือ ผู้สอบต้องฟังทีเดียวจบเลย ( ข้อ 31-40 ) นั่นหมายความว่า ถ้าเกิดการเสียสมาธิเพียงเล็กน้อยอาจจะส่งผลต่อข้อสอบตามมาอีกหลายข้อก็เป็นได้

สำหรับในเรื่องของเวลาในการทำข้อสอบนั้น จะมีทั้งหมด 30 นาที โดยที่ในตอนเริ่มต้นของการสอบนั้น จะมีตัวอย่างให้ฟังจาก Section 1 ก่อนเพื่อเป็นตัวอย่างในการทำข้อสอบ หลังจากนั้นก็จะเริ่ม Section 1 พร้อมกับการตอบคำถามไปพร้อมกัน และก็ต่อด้วย section 2, 3, และ 4 ตามลำดับจนจบ เมื่อฟังครบทั้งหมดแล้ว จะมี Final time ให้กับผู้เข้าสอบทั้งหมด 10 นาที ในการย้ายคำตอบของเราที่อาจจะเขียนไว้ใน Booklet หรือ ข้อสอบ ไปที่ กระดาษคำตอบอีกทีตามภาพด้านล่างเป็นตัวอย่าง

ielts listening

ในส่วนของมาคือ ลักษณะหรือรูปแบบของข้อสอบ Listening ว่ามีลักษณะแบบใดบ้างที่มีโอกาสพบเจอในข้อสอบได้บ้าง

1. แนว Fill in the blanks จะมีลักษณะเด่น ๆ คือ ผู้ทำข้อสอบสามารถเขียนคำตอบลงช่องว่างที่ถูกเตรียมไว้ให้ โดยที่จะต้องฟังบทสนทนาไปพร้อมกับการเขียนตอบเลย เพราะอย่างที่ทราบกันว่าจะไม่มีการเปิดซ้ำรอบที่สองอีก ข้อดีที่เห็นชัดในข้อสอบแนวนี้คือ ข้อสอบจะเรียงลงมาเลย นั้นหมายความว่าถึงแม้หลุดไปข้อใดข้อหนึ่ง ก็สามารถรอจังหวะและเริ่มต้นใหม่ได้ ส่วนสิ่งทีต้องระวังคือ โจทย์อาจจะมีคำว่า “No More Than Three Words and/or A number” ซึ่งนั่นแปลว่า ผู้สอบห้ามเขียนเกิน 3 คำเด็ดขาด แต่สามารถเพิ่มตัวเลขได้ ดังนั้นเวลาทำข้อสอบแนวนี้ต้องมองดี ๆ ว่า โจทย์จำกัดจำนวนคำไว้เท่าไร โดยข้างล่างเป็นภาพตัวอย่างข้อสอบแนวนี้

ielts listening

2. แนว Table ลักษณะจะคล้ายกับแบบแรก แต่มีความแตกต่างอยู่เล็กน้อยในเรื่องของ การมองว่าจะไปทิศทางใด โดยที่ผู้สอบจะต้องมองจากซ้าย ไปทางขวา ซึ่งต่างจากแบบแรกที่จะมองจากบทลงล่างนั่นเอง ดังนั้นถ้ากลัวพลาดในข้อสอบลักษณะนี้ ให้ดูที่ตัวข้อเป็นหลักจะทำให้สามารถจับทางของกระแสข้อสอบได้นั่นเอง และสิ่งที่ต้องระวังจะคล้ายแบบแรกคือ ผู้สอบต้องสังเกตดี ๆ ว่า โจทย์ต้องการ No more than กี่คำด้วย

ielts listening

3. แนว Multiple Choice จะมีลักษณะที่ให้ตัวเลือกมา โดยส่วนใหญ่ข้อสอบ IELTS นั้นจะให้เพียงแค่ 3 ตัวเลือกคือ A, B , and C เท่านั้น ซึ่งความแตกต่างจากแบบเติมคำคือ น้องไม่สามารถตอบได้ทันทีที่ได้ยิน อาจจะต้องประมวลผลอีกทีว่า จะต้องเลือกข้อไหน หรือถูกลวงด้วยเสียงคำไหนหรือไม่ ดังนั้นวิธีการรับมือกับข้อสอบแบบประเภทนี้คือใช้วิธีการคิดแบบ Paraphrase หรือก็คือ การใช้คำอื่นจากที่ได้ยินในบทสนทนามาเป็นคำตอบก็ได้

ielts listening

4. แนว Matching จะเป็นข้อสอบที่มีตัวหลอกเยอะมาก แต่ให้เลือกเพียง 1 หรือ 2 เท่านั้นที่เป็นคำตอบ ซึ่งนั่นหมายความว่า ผู้สอบจะไม่สามารถตัดตัวเลือกได้เลย อาจจะต้องใช้ความสามารถในการแยกแยะข้อมูลดี ๆ เพราะว่าข้อมูลเหล่านี้จะถูกอัดเข้ามาทีเดียวหมด ดังนั้นถ้าหากจะทำข้อสอบประเภทนี้จำเป็นอย่างมากที่ต้องรู้ว่า คำถามต้องการอะไรให้มุ่งความสนใจไปที่เรื่องนั่นทันที

ielts listening

และใน Script ของบทสนทนาของคำถามข้างต้นเป็นลักษณะแบบนี้

ielts listening

ซึ่งจะเห็นได้ชัดว่าคำตอบที่แท้จริง หากต้องเลือกเพียง 2 ข้อที่เป็นข้อมูลของผู้พูดในเรื่องของ Fitness test จะเป็น ข้อ A. You need to reserve a place คล้ายกับคำในบทสนทนาที่ว่า ” so to make a booking ” และ E. It is cheaper this month คล้ายกับ ” but is available at half price for this month only ” ในบทสนทนา แต่สำหรับตัวเลือกอื่นนั้น จะนำมาใช้เป็นตัวหลอกของข้อสอบ เช่น It is free to account holders ซึ่งผู้สอบบางคนอาจจะได้ยินคำว่า “If you open an account you get lots more…” ตรงคำว่า account เหมือนกับตัวเลือกเลย แต่ไม่ใช่คำตอบ

5. แนว Picture ซึ่งอาจจะเป็น Map ลักษณะข้อสอบแนวนี้ ผู้สอบจะต้องเลือกคำที่อยู่ในรูป หรือในกรอบ ไปกรอกลงในคำถามในข้อต่าง ๆ อีกที ซึ่งอาจจะทำให้เกิดความสับสนได้ง่าย ดังนั้นแนะนำว่าให้พยายามมุ่งความสนใจไปที่คำที่ปรากฎในข้อสอบจะดีที่สุด อย่าหลงกลข้อสอบด้วยการฟังทุกอย่างที่ได้ยิน

ielts listening

จากตรงนี้จะเห็นได้ชัดว่า มีคำนามอยู่ในรูปภาพที่อยู่ไม่กี่คำเช่น West gate หรือ Refreshment เวลาทำข้อสอบแบบนี้อย่าเพิ่งสนใจที่ข้อที่ถาม (ข้อ 17-20) แต่ให้ดูคำนามที่ได้ยินแล้ว เขียนไว้เป็นข้อ ๆ ไว้ว่าได้ยินอันไหนเป็นตัวแรกตามลำดับก่อนหลัง เพราะว่าข้อสอบจะสลับกันไปมาเยอะมาก เพื่อความชัดเจนในลองดูเสริมจากตัวบทสนทนา

ielts listening

จากตรงนี้ให้สังเกตคำที่ถูก Highlight ไว้ว่า ทั้ง Lake จะใกล้กับ Bird hide ในข้อ 14 ที่สุด และ Refreshments จะใกล้คำว่า dog-walking ซึ่งจะเห็นได้ว่าจริง ๆ แล้วไม่ได้ยากอย่างที่คิดเอาไว้ แต่ต้องอาศัยความเร็วในการมองตำแหน่งทั้งหมดของรูปภาพ

นอกจากนี้ยังมีรูปแบบของข้อสอบแบบแปลก ๆ อีกก็ได้ อาทิเช่น แนว Flow chart ซึ่งแนวนี้จะเป็นขั้นเป็นตอนชัดเจนมาก โดยที่โจทย์อาจจะให้ตัวเลือกเรามาเลือกคำไปใส่ในรูปนั้นก็เป็นได้ ความยากอยู่ที่การเลือกคำมาใส่ในคำตอบสลับกับการมองรูปมากกว่า ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุดคือการไม่มองตัวเลือกก่อน และที่สำคัญสุดคือ ขณะที่เราทำในข้อสอบอาจจะเขียนคำ แต่บ่อยครั้งที่ตัวคำถามต้องการให้ผู้สอบ ยกทั้งคำ และ ตัวเลือกไปด้วย อาทิเช่นตัวอย่างดังนี้

ielts listening

นอกจากนี้ สำหรับในส่วนของเกณฑ์คะแนนนั้น IELTS ได้แบ่งช่วงของคะแนนออกเป็นทั้งหมด 9 Band ด้วยกันตามตัวอย่างต่อไปนี้คือ

สนใจดูรายละเอียดคอร์ส เรียน IELTS ได้ที่ https://www.chulatutor.com/ielts/

อ่านต่อ