chulatutor ก่อตั้งโดย พี่เปิ้ล อ.พรพรรณ

CU-TEP listening

รูปแบบข้อสอบ cu-tep listening

ข้อสอบ CU-TEP part listening เป็นการทดสอบทักษะการฟัง ซึ่งจะเป็น Part แรกที่ผู้เข้าสอบ cu tep ต้องสอบ

ข้อสอบ CU-TEP นั้นจะมีทั้งหมด 30 ข้อ ซึ่งการทดสอบของ CU-TEP นั้นจะไม่มีคำถามให้ผู้เข้าสอบดู ผู้เข้าสอบต้องฟังคำถามเอง และจะเป็นการฟังจากลำโพงพร้อมกันทั้งห้องห้อง สอบ CU-TEP

สำเนียง CU-TEP Listening จะมีทั้งสำเนียง อังกฤษและอเมริกัน แต่ส่วนใหญ่จะเป็นสำเนียงอเมริกันมากกว่า ซึ่งฟังไม่ยาก โดยเสียงพูดของผู้หญิงจะฟังง่ายชัดเจน แต่เสียงพูดของผู้ชายจะฟังยากกว่า เพราะเสียงแอบขึ้นจมูกนิดๆ คนไปสอบครั้งแรก อาจจะฟังไม่ออก แต่ถ้าไปสอบครั้งถัดๆไปจะชินและเริ่มเข้าใจในบทสนทนามากขึ้น

 

ข้อสอบ CU-TEP listening

มีทั้งหมด 30 ข้อ และใช้เวลาในการสอบประมาณ 30 นาที คะแนน Part นี้จะคิดเป็น 25%ของคะแนนทั้งหมด ข้อสอบใน part นี้มีทั้งหมด 3 ส่วน คือ

 

1. Part 1 Short dialog เป็นบทสนทนาระหว่างคน 2 คนแบบสั้นๆ : ประกอบด้วยคำถาม 15 ข้อ เริ่มตั้งแต่ข้อ 1-15

โดยแต่ละข้อ เป็นคำถามแบบจบในตัว จะมีบทสนทนาทั้งหมด 15 conversations เป็นผู้หญิงและผู้ชายคุยกัน ส่วนใหญ่จะคุยกันในหัวข้อทั่วไป เช่นดูหนัง ฟังเพลง การเรียน พูดถึงเพื่อนๆ คำศัพท์ใน part นี้จะไม่ยากเลย แปลออกหมดแน่นอน ความยากคือ บางทีบทสนทนาไปไวมาก เราฟังแทบไม่ทัน ซึ่งเราจะต้องตั้งสติดีๆ ฟัง key word หลักๆ

คำถามส่วนมากจะออกแนวถามใจความหลักที่ผู้พูดต้องการจะสื่อ หรือสิ่งที่ผู้พูดจะทำต่อไปในอนาคต

What does the woman mean?

What will the man do next?

คำถามอีกประเภทหนึ่ง คือถามว่าผู้พูดสองคนนี้ มีส่วนเกี่ยวข้องกันอย่างไร เช่น เป็นครูกับอาจารย์ หรือเป็นเพื่อนกัน โดยคำถามจะถามว่า

What is the relationship between the two speakers?

อีกความยากหนึ่งของ part แรกคือ จะมีการใช้สำนวนซึ่งเราไม่เคยได้ยิน เช่นคำว่า I’ll say ซึ่งแปลว่า ฉันเห็นด้วย (ไม่ได้แปลตรงตัวว่า ฉันกำลังจะพูด) ถ้าเราไม่รู้สำนวนเราก็จะงงไปเลยว่า ผู้พูดต้องการอะไร

สำนวนนั้นจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ เราคงไม่สามารถมานั่งท่องสำนวนในภาษาอังกฤษได้ แต่สิ่งที่เราทำได้คือการฟังโทนเสียงของผู้พูด บางครั้งเราไม่รู้ความหมายก็จริง แต่เราเดาจากน้ำเสียงได้ว่าผู้พูดรู้สึกเสียใจ ดีใจ โมโห หรือพูดเล่นๆ วิธีการฝึก part นี้ คือดูหนังฝรั่งบ่อยๆ เราจะชินกับสำเนียงการพูดของฝรั่งครับ

* Trick ที่สำคัญที่สุด ของการทำข้อสอบ Part Listening คือ การฝึกฟังบ่อยๆคะ ในเรื่องของสำนวนนั้นไม่ใช่เรื่องยาก ถ้าเราไม่ทราบความหมายของสำนวนนั้นให้ดูที่ประโยคที่ใกล้เคียงกัน หรือคำเชื่อมอย่างพวก and หรือ or ก็มีความสำคัญมาก เพื่อจะได้ทราบว่าสำนวนนั้นมีความหมายคล้องจองหรือตรงข้ามกันประโยคบริบท

 

2. Part 2 Long Dialog จะเป็นบทสนทนาแบบยาวระหว่างคน 2คน : ประกอบด้วยคำถาม 9 ข้อ เริ่มตั้งแต่ข้อ 16-24

จะมีบทสนทนาทั้งหมด 3 conversations โดยใน 1 conversation จะมีคำถาม 3 ข้อ เสียงในบทสนทนาจะเป็นผู้ชายกับผู้หญิงคุยกันเช่นเดิม ใน part 2 นี้จะไม่ค่อยเล่นสำนวนอะไรมากมายนัก แต่เน้นความจำ เพราะบทสนทนาค่อนข้างยาวเกือบนาที เราจะต้องจำให้ได้ว่า ใครพูดอะไร และรู้สึกยังไง เพราะในข้อสอบ ไม่มีคำถามให้ มีแต่ตัวเลือกที่เป็น choice เราจะไม่รู้เลยว่าเขาจะถามถึงสิ่งที่ผู้หญิงพูด หรือว่าผู้ชายพูดกันแน่

คำถามใน part 2 ก็เหมือนกับ part 1 จะถามประมาณว่าผู้พูดคิดยังไง มีอารมณ์แบบไหน แล้วจะทำอะไรต่อ สิ่งหนึ่งที่เราควรเตรียมไว้ล่วงหน้าคือ คำศัพท์แสดงอารมณ์ความรู้สึก ที่จะออกบ่อยใน part นี้เช่น

Annoyed รำคาญ

Disappointed ผิดหวัง

Relaxed ผ่อนคลาย

เราสามารถเดาได้จากโทนเสียงอีกเช่นกันว่าผู้พูดรู้สึกอย่างไร

* Trick ข้อสอบในส่วนนี้มักจะถามถึง จำนวนตัวเลข อายุ หรือคำถามท้ายบทสนทนาว่ามีความหมายอย่างไร สิ่งที่นักเรียนควรระวัง คือ

1. น้ำเสียงของผู้พูดว่าเป็นไปในลักษณะใด เช่น ประชดประชัน หรือเห็นอกเห็นใจ

2. ประโยคสุดท้ายในบทสนทนาว่าหมายความว่าอย่างไร ซึ่งเวลาตีความต้องตีความจากคำพูดของผู้พูดในท้ายบทสนทนานั้น

 

3. Part 3 Monolog จะเป็นการพูดในเรื่องใดเรื่องหนึ่งในลักษณะยาว : ประกอบด้วยคำถาม 6 ข้อ เริ่มตั้งแต่ข้อ 25-30

เนื้อหาใน part สุดท้ายนี้จะยาวที่สุดและยากที่สุด เพราะเป็น lecture ที่ออกแนววิชาการหน่อย เราจะได้ยินเสียงคล้ายๆผู้ประกาศข่าวที่มาพูดรายงานเรื่องอะไรสักอย่างหนึ่งที่ค่อนข้างทางการ หัวข้อที่ออกบ่อยคือ เศรษฐกิจ สังคม อาชญากรรม สุขภาพ สิ่งแวดล้อม

ตัวเลือกใน part นี้แต่ละข้อก็จะยาวมาก แทบจะเหมือนตัวเลือกใน reading passage เลยทีเดียว เราจะต้องฟังออก จำเนื้อหาได้ และแปลคำศัพท์ออก ซึ่งต้องใช้ประสาทสัมผัสหลายอย่างพร้อมกันพอควร

วิธีฝึกขอแนะนำให้น้องๆดูข่าว cnn, bbc เราจะได้ฝึกฟังภาษาอังกฤษแบบวิชาการๆให้คุ้นหูครับ มีคำถามประเภทหนึ่งที่มาบ่อยมากๆ คือ ถามถึง ประเภทของการบรรยาย โดยคำถามจะถาม

What is the tone of the talk?

คำตอบที่ให้มาส่วนใหญ่จะเป็นราวๆนี้

Informative แนวให้ข้อมูล

Persuasive แนวชักจูง

Argumentative แนวโต้แย้ง

Narrative แนวเล่าเรื่อง

ถ้าเราได้ยินอะไรที่เป็นตัวเลข ให้ข้อมูลเยอะๆ ให้ตีไปก่อนเลยว่านี่คือ Informative โอกาสจะตอบถูกมีสูงมาก ส่วนแนวอื่นๆ จะมีโอกาสถูกน้อยกว่า

* Trick ควรฟังข่าวภาษาอังกฤษใน website ของสำนักข่าวต่างประเทศของประเทศต่างๆบ่อยๆเพื่อเป็นการฝึกฟัง