fbpx
084-942-4261
เทคนิคทำข้อสอบ IELTS Speaking
By chulatutor   on 23/03/15

IELTS

เทคนิคทำข้อสอบ IELTS speaking

 

กลับมาพบกันอีกแล้วน้าค่ะ หลังจากที่หายไปหน้าแป๊ปเดียวเท่านั้น 555 วันนี้พี่ก็จะมาพูดในเรื่องของ  IELTS Speaking กันบ้างนะว่า เวลาจะคิดคะแนน มันมีเกณฑ์อะไรอย่างไรบ้าง แล้วก็มาเจาะแต่ละข้อสอบต่ออีกว่า ส่วนใหญ่แล้ว หมวดไหนบ้างที่จะถูกถามเป็นพิเศษ เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาเราจะเริ่มกันที่ Criteria หรือ เกณฑ์การให้คะแนนกันก่อนเลยนะคะ ปล.ไว้ก่อนนะว่า แต่ละด้านคะแนนเต็ม 9 ทั้งหมดจ้า

เริ่มที่ตัวแรกกันเลยนะ Fluency and Coherence ความคล่อง flow แล้ว เชื่อมโยงกัน มันคือการที่จะดูว่าเรามีความสามารถพูดได้ไม่ติดขัดมากน้อยแค่ไหนอะไรทำนองนี้จ้า

แบบที่ได้คะแนน 8 – 9

น้องจะเห็นได้ว่า ส่วนใหญ่แล้วคนที่จะได้คะแนนในส่วนนี้เกือบเต็มจะต้องพูดคล่องพอสมควร แล้วก็มีการซ้ำคำไม่เยอะมากเท่าไร แล้วหากรู้ตัวว่าผิดก็ทำการ self-correction ทันที เช่น I mean like that Oh! like this ประมาณนี้ มีการแก้เกมส์ได้ทันที นอกจากนี้น้อง ๆ จะต้องมีไอเดียที่สอดคล้องกันทั้งหมดอีกด้วย พี่ยกตัวอย่างเช่น น้องกำลังพูดเรื่องเกมส์ แทนที่จะได้ people แต่ถ้าน้องใช้พวก player หรือ gamer จะทำให้เนื้อหาไปในทิศทางเดียวกันมากยิ่งขึ้น หรือจะเล่นคำเชื่อมเวลาจะพูดไอเดียต่าง ๆ ก็จะดีมากเลยนะเช่น Firstly, Secondly Finally อะไรประมาณนี้

แบบที่ได้คะแนน 3 – 4

อย่างแรกที่เห็นได้ชัดคือ Long pauses ซึ่งจะเป็นจุดบอดที่ทำให้คนตรวจเห็นได้ง่ายมาก ต้องระวังตรงนี้ดี ๆ นะ นอกจากนี้ถ้าน้องพูดช้า แบบช้ามาก ๆ ก็จะยิ่งทำให้โดนให้มาอยู่คะแนนกลุ่มนี้มากยิ่งขึ้น หรือว่า ซ้ำคำไปมา ก็อาจะมีผลด้วยเช่นกัน หรือว่าให้คำตอบที่ไม่สามารถจะสื่อสารหรือนำพาข้อมูลไปในทางที่ถูกที่ควรก็ต้องระวังด้วย หรือน้องไม่ค่อยเล่นคำเชื่อมเท่าไร มีคำเดียวทั้งชีวิต but หรือ and แบบนี้ก็เป็นที่แน่ชัดว่าน้องอาจจะต้องมาอยู่ในกลุ่มนี้ได้ เพราะเขาบอกเลยว่า has limited !! ability to link simple sentences

เอาละ มาดุตัวที่สองกันบ้างนะ Lexical resource คือการใช้ศัพท์ที่หลากหลายยย

แบบที่ได้คะแนน 8 – 9

หลัก ๆเลยนะคือน้องสามารถใช้ศัพท์ได้ถูกต้องและเหมาะสมด้วย ไม่ใช่หมายความว่าใช้ศัพท์หรูแล้วจะได้คะแนนดีนะ ยกตัวอย่างเช่น น้องท่องศัพท์ SAT มาเลย คำว่า pulchritudinous แปลว่า สวย แล้วเอาคำนี้ไปใช้กับ ผู้หญิงสวย พี่ว่ามันจะดูเว่อจนเกินไปนะ ใช้คำว่า beautiful woman แค่นี้ก็ถือว่าโอเคแล้ว หมายถึงว่าน้องใช้ศัพท์ได้ถูกต้องตามโอกาส และที่มันควรจะเป็นอีกด้วย ยกตัวอย่างเช่น น้องโดนผึ้งต่อยมา แต่น้องพูดกับเพื่อนว่า ฉันไปโดนภูมรินทร์ต่อย หรือ ไปปีนเขามาเหนื่อยมากกกกก แต่น้องพูดว่า ไปปีนบรรพตมา เหนื่อยมากเลย น้องนึกดี ๆ นะว่า ถึงแม้น้องใช้คำระดับ วรรณกรรม ขนาดนั้น แต่ถามจริงๆว่าในชิวิตจริง เราใช้กันหรือ 5555 ดังนั้นการเลือกใช้ศัพท์ให้เหมาะสมก็เป็นอีกเรื่องที่เราต้องใส่ใจนะ และอีกเรื่องคือการเล่น สำนวนบ้าง ก็จะดีมาก ซึ่งถ้าเป็นพี่นะ จะเล่นสำนวนนี้เลยคือ The ขั้นกว่า , The ขั้นกว่า >> The more I go there, the more I love there. มันจะแปลว่า ยิ่งฉันไปที่นั้น ฉันก็ยิ่งรักที่นั้น แค่นี้ก็โอเคแล้ว เพราะพี่มองว่าในวันสอบจริงเนี้ยนะ น้อยครั้งนักที่เราจะพูดสำนวน แต่หากว่าน้องหมดหนทางแล้วจริง ๆ ในการเลือกหาคำศัพท์มาใส่ น้องอาจจะใช้การ Paraphrase ด้วยก็ได้นะ เช่นน้องพูดไปแล้ว This place is very beautiful แต่น้องนึกอะไรไม่ออกแล้ว อาจจะพูดว่า its beauty is very impressing อะไรทำนองนี้ก็ได้ พยายามปรับศัพท์ไปมา ดิ้นเข้าไว้ 555555

แบบที่ได้คะแนน 3-4

อย่างแรกเลยที่น้องจะถือว่าตกมาอยู่ในกลุ่มนี้นะก็คือว่า ใช้ศัพท์ที่เกียวกับเรื่องนั้นก็จริง แต่สามารถใช้ศัพท์ที่แบบ basic meaning เท่านั้น ไม่มีการเล่น ADJECTIVE หรือ ADVERB อยุ่เลย พี่หมายความว่า ลองเปรียบเทียบดูคนสองคนนะ คนแรกพูดว่า the people eat apple กับอีกคนพูดว่า the nice people who is very smart eat the big red apple deliciously เห็นไหมว่า ถึงแม้จะใช้คำไม่ได้หรูเริศอะไรเท่าไร แต่พอฟังแล้วดูมีอะไรมากกว่า น้องพอจะเข้าใจไอเดียพี่ใช้ป่าวว อิอิ และน้องหากน้องก็ใช้ word choice ผิดอยู่บ่อย ๆ ยกตัวอย่างเช่น many information ซึ่งจริง ๆ แล้วเราต้องใช้เป็น much information หรือว่า I rise my hand ซึ่งจริงๆ ต้องเป็น I raise my hand อันนี้ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ต้องระวังระวังเวลาพูดด้วยละ เพราะเขาจะอัดเสียงน้องไปฟังอีกทีจ้า หรือว่า น้องใช้คำว่า use time with คือผิดแบบ มหาศาลลลล ทั้งที่จริงๆ ต้องใช้เป็น spend time on …. นอกจากนี้การที่น้องไม่มีทักษะ paraphrase เลยอาจจะทำให้น้องมาอยู่ในกลุ่มนี้ก็ได้ ปล. บางคนสงสัยว่า paraphrase คืออะไร คำตอบแบบชาวบ้านเลยนะมันคือการ เปลี่ยนศัพท์ สลับแหลก เช่น the big city เปลี่ยนเป็น the large area in this place พยายามเปลี่ยนเท่าที่จะทำได้ด้วยน้า ฝึกให้คล่องเพราะจริง ๆ คะแนนส่วนนี้เก็บไม่ยาก เพราะพี่บอกแล้วว่าไม่เกี่ยวกับเรื่องการใช้ศัพท์ที่หรูแต่อย่างใดเลย อิอิ

ถัดมาเราจะมาดูในเรื่องของ Grammatical range and accuracy ซึ่งก็คือการจับ แกรมม่าของเรานั่นเอง

 

แบบที่ได้คะแนน 8-9

ส่วนใหญ่ในส่วนของแกรมม่านี้ก็คือน้องสามารถผลิตโครงสร้างประโยคที่น่าสนใจได้ อาจจะมีความผิดพลาดขึ้นมาเล็กน้อยแต่ก็ไม่ถือกับว่าโดนหักคะแนนระเบิดขนาดนั้น หลัก ๆ นะพี่แนะนำให้น้องเล่น participle เข้ามาด้วยก็จะดีมาก ๆ เลย เพราะว่าจะทำให้ประโยคน้องมีชั้นเชิงมากขึ้น ยกตัวอย่าง เปรียบเทียบคนสองคนพูดนะ ” The dog runs and the cat walks. They are cute” กับอีกคนพูดลักษณะที่พูดมีมิติมากขึ้น และกระชับด้วยคือ ” the running dog and the walking cat are cute” น้องจะเห็นชัดเลยว่า ประโยคไม่เยิ่นเย้อ และกระชับมากกว่า ดังนั้นถ้าอยากได้คะแนนดี ๆ ก็ต้องไปฝึกเล่น participle หรือไม่เช่นนั้นก็อาจจะเห็นการเล่น modifier หรือส่วนขยายเข้ามาเสริมประโยคให้ดูมีมิติมากขึ้น มีความ complex กว่าเดิมด้วยจะดีมาก ๆ เลยนะ ยกตัวอย่างเช่น Suda speaking with friend who is very cute plays games with her brother who is the football player อะไรประมาณนี้มีการเล่นพวก Relative pronoun หรืออื่น ๆ ร่วมเข้ามาด้วยก็จะมีมาก ๆ เลยจ้า

 

แบบที่ได้คะแนน 3-4

อย่างแรกที่จะทำให้น้องตกมาเป็นกลุ่มเป้าหมายของกลุ่มนี้ก็คืออย่างแรกเลยนะ น้องมี error เต็มไปหมด ยกตัวอย่างเช่น He have หรือ I has to do แบบว่า ผิดแบบไม่น่าให้อภัยเลยก็ว่าได้ หรือพูดอะไรที่จะนำไปสู่การเข้าใจผิดก็จะมีผลต่อเรื่องนี้เช่นเดียวกัน หรืออาจจะเป็นเรื่องการเลือกใช้ tense ซึ่งถ้าน้องกำลังเล่าเรื่องที่จบไปแล้วเมื่อ 5 ปีที่แล้ว แต่น้องกลับใช้ present simple เล่าเรื่อง ก็อาจจะมีผลเช่นเดียวกันนะ อันนี้ก็ต้องระมัดระวังด้วยในเรื่องการใช้พวกเวลา เช่น He eats apple with me yesterday ซึ่งมันผิดแรงมาก ><” ทั้งๆ ที่บอกว่าเป็นเมื่อวานแต่กลับใช้ eats ที่ถูกต้องเป็น ate อะไรแบบนี้

และนี้คือเกณฑ์ข้อสุดท้ายเลย คือ Pronunciation การออกเสียงของเรา

 

แบบที่ได้คะแนน 8-9

หลัก ๆ เลยนะสำหรับคะแนนตรงนี้ก็คือการออกเสียงที่ค่อนข้างเหมือน native speaker จริง ๆ ซึ่งถึงแม้เราจะมีสำเนียงความเป็นไทยอยู่บ้าง แต่ทาง IELTS ก็ไม่ได้สนใจในสำเนียงมากเท่าไร เพราะจากประโยคที่ว่า L1 accent has minimal effect on intelligibility พูดว่าๆก็คือ ถึงแม้เราจะมีสำเนียงแบบไทย แต่ถ้าหากฟังง่าย แล้วเข้าใจได้ก็ไม่ใช่ปัญหาแต่อย่างใด หรือการเพิ่ม Intonation ใส่ dynamic จังหวะขึ้นลงเสียงต่ำของเราให้ฟังดูสละสลวย ก็มีส่วนด้วยเช่นเดียวกัน ถ้าถามพี่ว่าจะฝึกที่ไหนดีนะ พี่ว่า ฟังจากการดูหนังหรือ series ก็น่าจะเป็นทางออกที่ดีให้กับเราได้นะ เพราะว่า การเลียนแบบสำเนียงหรือการออกเสียงจากตรงนั้น แล้วเราก็เอาอมาใช้เลย จะเป็นประโยชน์กับเรามาก ๆ เลย ดีกว่าเราลองทำเองแต่ดันพูดผิดมาตลอด อะไรทำนองนี้จ้า

 

แบบที่ได้คะแนน 3-4

สำหรับคนที่จะได้คะแนนใช้ช่วงนี้คือหลัก ๆ มีปัญหาในเรื่องการออกเสียง หรือ พยายามที่จะควบคุมคำนั้นจนเกินไปทำให้ออกมาฟังเพี้ยน ๆ ไปเลย หรือพูดอะไรก็ไม่รู้อยู่ในลำคอ ทำให้คนฟังไม่สามารถเข้าใจเราได้ อันนี้ก็จะต้องระวังด้วยเช่นเดียวกัน ดังนั้นถ้าเป็นพี่นะ แม้จะพูดเร็วแต่ฟังไม่รู้เรื่องลิ้นฟันกันไปหมด กับพูดไม่เร็วมาก แต่ชัด ฟังเข้าใจ พี่ว่าแบบที่สองน่าจะดีกว่านะค่ะ งัยลองๆ ไปปรับใช้ดูนะว่าส่วนตัวแล้วจะมี speed เท่าไรดีถึงจะโอเคกับเรา ทำให้รู้สึกว่าไม่อึดอัดจนเกินไปด้วยอะไรทำนองนี้จ้า

เอาละหลังจากที่ได้รู้แล้วนะว่าเกณฑ์การให้คะแนนน้องเป็นอย่างไรบ้าง เรามาลองคำนวณกันเล่น ๆ ดีกว่านะว่า ทำอย่างไรเราถึงจะสามารถทำคะแนนได้ถึงเป้าบ้าง

ยกตัวอย่าง เช่น

Fluency and Coherence = 5 Lexical resource = 6

Grammatical range and accuracy = 4 Pronunciation = 7

Result = 5+6+4+7 = 22 หาร 4 อีกรอบ = 5.5 พอดีเป๊ะ ดังนั้นน้อง ลองดูดีๆนะว่า แม้เราจะนึกโครงสร้างภาษาอังกฤษได้ไม่มากเท่าไร แต่ถ้าเรามีการออกเสียง Pronunciation ที่ชัดเจน ฟังง่ายแล้ว ก็น่าจะทแทนกันได้ระดับหนึ่งเลยทีเดียวค่ะ

ต่อไปพี่จะเริ่มเจาะตัวข้อสอบแล้วนะคะว่า มันจะมีด้วยกันอะไรอย่างไรบ้าง เริ่มที่ Section 1 เลยละกันนะค่ะ พี่จะพยายามหาแหล่งข้อสอบที่น่าเชื่อถือมาเพื่อเป็นการเทียบเคียงความคิดอีกทีนะคะ ว่าจะต้องคิดอะไรอย่างไร ในข้อสอบส่วนแรกนี้ส่วนใหญ่จะเป็นการถามเรื่องทั่ว ๆ ไปก่อนว่า น้องชอบอะไรทำอะไรมาบ้าง เป็นเรื่องส่วนตัวของเรา เพราะฉะนั้นพี่มองว่าเป็นเรื่องที่น้องสามารถจะ มโน หรือ โม้ได้หมด แต่ขณะที่โม้เนี้ย ต้องพยายามเข้าประเด็นของเรื่องด้วยจะดีมาก ๆ เลย เพราะไม่เช่นนั้นจะทำให้โดยหักคะแนนว่าศัพท์ หรือเรื่องที่พูดว่าไม่เกี่ยวข้องอะไรกับเนื้อหาเท่าไร พี่จะยกตัวอย่างให้น้องเห็นวิธีการตอบที่ชัดยิ่งขึ้นนะว่า ขณะที่ตอบเนี้ย ทำอย่างไรถึงจะได้คะแนนดี

ยกตัวอย่างนะ ว่าโจทย์ถามน้องเรื่องส่วนตัวว่า ชอบเมืองไหนมากที่สุดตอนที่คุณเคยไป สิ่งที่พี่จะบอกน้องคืออย่างแรกที่ต้องระวังก่อนอื่นใดคือ TENSE เพราะน้องกำลังเล่าเรื่องที่มันผ่านมาแล้วจริงไหม ดังนั้นก็ควรใช้อดีตเล่าเรื่องด้วย สังเกตจากตัวอย่างการตอบนะ เช่น I really enjoyed หรือ while I was walking อะไรทำนองนี้ อย่างที่สองคือ การเลือกใช้คำศัพท์ของตัวอย่างนี้เหมาะสมมาก ๆ เลยเช่น Citizens were very polite หรือว่า เล่นคำเชื่อมมากมายเช่น In addition Also although เพื่อที่จะเชื่อมความคิดให้เป็นร้อยเรียงเป็นเรื่องราวที่น่าสนใจได้นั่นเอง

อีกตัวอย่างหนึ่งนะ น้องจะเห็นว่าเขาถามน้องเรื่องว่า ประสบการณ์ไหนที่น้องเสียใจที่สุด ให้ตัวอย่างเสริมไอเดียน้องด้วยก็จะมีดีมาก ๆ เลยละ แต่อย่าลืม TENSE ย้ำอีกรอบนะ ว่าน้องกำลังเล่าเรื่องราวในอดีตอยู่ ดังนั้นพยายามที่ควบคุมตัวเองด้วย จากตัวอย่างด้านบนสิ่งที่พี่อยากให้น้องสังเกตุจะเป็น First Second มากกว่า เพราะตรงนี้เป็นจุด highlights เลยก็ว่าได้ในการที่น้องใช้ คำเชื่อม coherent มาแบ่งไอเดียให้ผู้ฟังสามารถจับประเด็นได้ง่ายขึ้น หรือแม้กระทั่งการใช้ ADVERB เพื่อมาเพิ่ม dynamic ให้กับเรื่องดูน่าสนใจมากยิ่งขึ้นเช่น It’s terribly miserable อะไรทำนองนี้

พี่ได้รวบรวมแนวคำถามของ Speaking มาให้น้องดูว่า ถ้าเป็น Section 1 แล้วเนี้ยส่วนใหญ่จะเจออะไรพวกไหนกว่ากัน

หมวด Entertain
หมวด ของต่าง ๆ
หมวด คน ที่เกี่ยวข้องกับชีวิตเรา
ต่อมา เราจะมาดู section 2 กันบ้างนะว่า น้อง ๆ จะต้องทำอย่างไรบ้าง ส่วนใหญ่แล้วนะ ในส่วนนี้จะเป็นอะไรที่น้องสามารถพอจะเตรียมตัวได้ระดับหนึ่งอยู่เหมือนกัน ส่วนเรื่องที่จะพูดนั้นจะต้องสัมพันธ์กับสิ่งที่ต้องสัมพันธ์กับ topic ที่กำลังเล่นอยู่ด้วย ยกตัวอย่างซัก 2 อันแล้วกันนะค่ะ เพื่อความกระชับมากขึ้น ยกตัวอย่าง เช่น
สิ่งที่น้องต้องพึงระลึกไว้ก็คือว่า WHERE WHAT SELL HOW BIG WHY ENJOY ให้เขียนคำพวกนิ้ไว้ในกระดาษทดของเราเลย เพราะว่าเราจะได้ไม่ลืมหรือตกใจเกินไปเวลาเจอคำถาม หลัก ๆเลยนะวิธีที่จะทำให้การพูดมันไปได้ต่อเนื่องมากขึ้นนั่นเอง

อาจจะเจอถาม เรื่องราวที่ ประทับใจ WHAT WHERE WHEN WHY EXCITING

หรือถามเกี่ยวกับคนที่เราชอบ WHO HOW KNEW OFTEN REMEMBER ละ
พยายามใส่ตัวอย่างลงไปเยอะ ๆ นะ ไม่ใช้นั้นเราจะพูดได้น้อยมากเลย พยายามแถวไปเรื่อย ๆ นั่นแหละน้า

อันนี้คือส่วนสุดท้ายแล้วนะคือ การ discuss กัน ระหว่างเรากับอีกคน ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเนี้ย หัวข้อที่จะถามจะสัมพัทธ์กับ Section 2 นะ ยกตัวอย่างจากด้านบนเลยละกันนะ เช่นโจทย์ถาม Market, NEWS หรือ PERSON แต่ในส่วนนี้จะเน้นเห็นภาพรวมเป็นวงกว้างขึ้นมากกว่า ยกตัวอย่างเช่น

จะเห็นชัดเจนเลยว่า คำถามมันกว้างขึ้นมาเช่น Do people in your country enjoy…… อะไรทำนองนี้ แต่ก็จะมีหัวข้อหลัก ๆปกอยู่ด้วยเช่นเดียวกัน เช่นคำว่า open-air markets ดังนั้นพี่มองว่ามันเป็นเหมือนกับการพูดสด ๆ ตอนนั้นเลย แต่เป็นถามกว้างขึ้นไม่ได้มาเจาะจงที่ตัวน้องงคนเดียว
หรืออีกตัวอย่างหนึ่ง เช่น describe เกี่ยวกับ หนังสือ ใน Part 2 แต่พอ Part 3 กลับยากไปเลย เป็นเรื่อง writer ซะงั้น ดังนั้นส่วนใหญ่เป็นการอาศัยพื้นฐานของเรามาปรับใช้กับน้องสอบ IELTS Writing มากกว่าจ้า
เอาละพอจะเห็นภาพทั้งหมดของ IELTS Speaking Test แล้วใช้ไหมว่าแต่ละอันมันต่างกันอย่างไร ไว้เรามาพบกันอีกทีฉบับหน้านะ พี่จะพยายามหาข้อมูลแปลก ๆมานำเสนออีกทีหนึ่งจ้า

 

 

ดูรายละเอียด คอร์สเรียนสด IELTS ได้ที่ https://www.chulatutor.com/ielts/

และพิเศษสำหรับ คนที่ไม่สะดวกเดินทาง หรือ เวลาไม่สะดวกมาเรียนสด TOEIC ที่ทางสถาบันสามารถเรียน IELTS Online ได้แล้วที่ https://www.chulatutor.com/online/ielts-online

 

เทคนิคทำข้อสอบ IELTS speaking

IELTS Speaking is a one-to-one interaction between the candidate and an examiner. The three parts give the candidate the opportunity to use a range of different speaking skills. IELTS Speaking is recorded.
It's only fair to share...Share on Facebook
Facebook
Tweet about this on Twitter
Twitter
Share on LinkedIn
Linkedin